| คอลัมน์ พ่อแม่ลูกปลูกรัก สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ทวีความหวาดวิตกไปทั่วทุกที่ จนถึงขณะนี้มีตัวเลขผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ประเด็นความหวาดวิตกในเรื่องนี้ขยายไปทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะคนเป็นพ่อแม่ ที่จะเกิดอาการวิตกเพราะเป็นห่วงลูก และมีการพูดคุยถึงประเด็นนี้กันไปทุกหย่อมหญ้า แม้ความพยายามของภาครัฐที่ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ต้น ว่า ประชาชนไม่ต้องกังวลจนเกินไป สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไม่รุนแรง สามารถหายเองได้ |
||||
ในตอนแรกประชาชนก็สับสนข้อมูลเหมือนกัน เพราะภาครัฐบอกว่าไม่ต้องกังวล ในขณะที่ทั่วโลกก็เห็นอยู่ว่ามีการแพร่ระบาดของโรคอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็ตื่นตัวในการป้องกันเจ้าไข้หวัดใหญ่ และประกาศมาตรการป้องกันสาธารณสุขชนิดเข้มงวด เขียนบ่นไปก็เท่านั้น เพราะในที่สุดเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยากซะแล้ว ฉะนั้น การรณรงค์ให้ผู้คนป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธีคือเรื่องเร่งด่วน และจำเป็นที่สุด “ของร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” เป็นคำเก๋รณรงค์ในช่วงแรก แต่ก็เป็นเรื่องที่เรารับรู้กันอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าจะลงมือจริงจังกันมากน้อยแค่ไหน แต่ประเด็นที่ไม่ค่อยพูดถึง คือ เรื่องขอความร่วมมือให้ใส่หน้ากากอนามัย ที่ยังไม่มีการรณรงค์อย่างจริงจังและให้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างทั่วถึง เนื่องเพราะการรับรู้ข้อมูลเบื้องต้นของผู้คน ก็คือ การใส่หน้ากากอนามัยจะใส่เฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น หรือว่าคนที่ไม่ได้ติดเชื้อก็ควรใส่ป้องกันไว้ด้วย แต่พอบางคนใส่ป้องกันไว้ก่อน กลับถูกรังเกียจจากผู้คนรอบข้าง เพราะมีคนมองว่าเป็นผู้ป่วยซะอีก ก็เลยไม่มีคนเข้าใกล้ แท้ ที่จริงแล้วรัฐบาลจะขอความร่วมมือ หรือมีมาตรการต่อเรื่องนี้อย่างไรก็เอาให้ชัดเจน เพื่อแก้ความคิดใหม่ให้การใส่หน้ากากอนามัยเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่ควรป้องกันตัวเองจะดีกว่าไหม ขณะเดียวกัน ก็มีผู้คนสับสนข้อมูลเรื่องการใช้หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง มีสาวออฟฟิศ 2 คน ถกเถียงกันว่าควรใส่หน้ากากอนามัยอย่างไร บางคนบอกว่าแค่ปิดปากปิดจมูก บางคนบอกว่าต้องใส่ถึงคาง เถียงกันหน้าดำคร่ำเครียด บางคนได้ข้อมูลว่าถ้าคนเป็นไข้หวัดให้เอาด้านที่มีสีออก ถ้าไม่ได้เป็นให้เอาด้านสีขาวออก บางคนเอาหน้ากากที่ตัวเองใส่แล้วส่งให้คนที่หายใจฟึดฟัด แล้วบอกว่าเอาไว้ใส่สิ เราไม่ได้เป็น เธอเป็นก็ใส่ซะ บางคนก็ใส่หน้ากากเป็นสัปดาห์โดยไม่เปลี่ยน เรียกว่าตอนนี้ปัญหาใหญ่ ก็คือ เรื่องความสับสนของการใช้หน้าการอนามัยที่ถูกวิธี ต้องทำอย่างไร..!! ที่หนักไปกว่านั้น ก็คือ ความไม่ตระหนักว่าต้องใส่หน้ากากอนามัย ทั้งที่เวลาผู้ป่วยไอ 1 ครั้ง เชื้อโรคสามารถแพร่เชื้อได้ไกลถึง 1 เมตร เชียวค่ะ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสร้างความเข้าใจ ให้ผู้คนเห็นความจำเป็นและประโยชน์ของการใส่หน้ากากอนามัย เนื่องเพราะปัจจุบันผู้ที่ใส่หน้ากากอนามัยยังเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับสถานการณ์การเผยแพร่อย่างรวดเร็วอยู่ในขณะนี้ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับหน้ากากอนามัยที่นิยมใช้มีอยู่ 2 ประเภท หนึ่ง – หน้ากากผ่าตัด ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด ป้องกันเชื้อโรคได้ 5 ไมครอน หรือป้องกันได้ ร้อยละ 80 มีอายุการใช้งานประมาณ 3 วัน หากเกิดการฉีกขาด และมีรอยเปื้อน ควรทิ้งทันที การสวมใส่ต้องนำด้านที่มีสีเข้มออกทางข้างนอก หรือสังเกตจากรอยพับของผ้าด้านหน้าต้องพับลง ซึ่งหากใส่ผิด รอยพับจะกักเก็บฝุ่นละอองในรอยพับ ทำให้หายใจลำบาก |
||||
สอง - หน้ากาก N95 ป้องกันเชื้อโรคได้ 0.3 ไมครอน กรองได้ละเอียดกว่าชนิดแรก หน้ากากมีแบบชนิดที่มีวาล์ว เพื่อให้หายใจได้สะดวก ส่วนชนิดที่ไม่มีวาล์วได้รับความนิยม เพราะราคาถูก แต่มีข้อเสียอยู่ที่หากใส่ไปนานๆ ทำให้หายใจลำบาก จึงไม่ควรให้เด็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ใส่ เพราะอาจทำให้เด็กเสียชีวิต ขณะเดียวกัน หากชำรุด หรือเห็นสภาพไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ ควรทิ้งทันที ข้อควรปฏิบัติก่อนใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง ในต่างประเทศที่มีมาตรการป้องกันที่เข้มแข็ง รวมถึงการให้ประชาชนในบ้านเขาใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งประชาชนก็ตื่นตัวและป้องกันตัวเองเป็นอย่างดี โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นจะใส่หน้ากากอนามัยในชีวิตประจำวัน และภาครัฐของเขาเห็นความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก มีหน้ากากอนามัยอย่างเพียงพอ เพราะช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดหนัก ภาครัฐเร่งสั่งผลิตทั้งในประเทศและสั่งซื้อจากประเทศอื่นอย่างทันท่วงที และหนึ่งในประเทศอื่นที่ว่าก็คือประเทศไทย ที่ญี่ปุ่นมากว้านซื้อไปล็อตใหญ่ให้คนในชาติเขาได้ป้องกันตัวเอง พอถึงคราวประเทศไทยระบาดบ้าง คราวนี้ก็ถึงคราว หน้ากากอนามัยขาดแคลนไปซะ และนั่นหมายความว่าหน้ากากอนามัยเท่าที่มีอยู่ก็จะมีราคาสูง จากราคาผืนละไม่เกิน 5 บาท ก็สูงถึงผืนละ 20 บาท จนกระทั่งล่าสุด พบว่ามีบางรายขายเข้าไปได้ผืนละ 100 บาท สะท้อนวิสัยทัศน์ผู้บริหารบ้านเราเป็นอย่างดี…!!! เมื่อ เป็นอย่างนี้แล้ว ถ้าคิดว่า นี่คือ การหากินบนความทุกข์ของผู้คน ก็อย่ากระนั้นเลย เราสามารถประดิษฐ์หน้ากากอนามัยเองได้ โดยใช้วัสดุ เช่น ผ้าสาลู ผ้าฝ้าย ผ้ายืด ผ้าอ้อมเด็ก ฯลฯ มาทำเองก็ได้ ในบางประเทศเขาถึงขนาดทำหน้ากากลวดลายสารพัดกลายเป็นแฟชั่นหน้ากากอนามัยไป อีกต่างหาก ว่าแล้ว…ก็ต้องดูแลตัวเองและคนที่คุณรักให้ถูกวิธีนะคะ ทำไงได้เกิดเป็นพลเมืองไทยก็ต้องอดทนเก่งอย่างนี้ล่ะค่ะ |
สมัครสมาชิก
สำรวจความคิดเห็น
Loading ...Sponsored Links
Our Mobile Site

Post a Comment