Category Archives for ครอบครัว พ่อแม่ลูก

ช่วยลูกอย่างไร? เมื่ออยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตาย!

ขอบคุณภาพจาก specialkidstoday.com

คงจะปฏิเสธไม่ ได้ว่า การที่ครอบครัวใดมีลูกเล็ก หรือลูกวัยกำลังซน ย่อมต้องหนักใจ และเป็นห่วงลูกเป็นธรรมดา เพราะอาจซุกซน และเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยไม่คาดคิดก็เป็นได้

ไม่ว่าจะเป็นก้างติดคอ กลืนเหรียญ น้ำร้อนลวก หรือแม้กระทั่งการได้รับสารพิษ และถูกแมลงมีพิษกัดต่อย เป็นต้น ซึ่งการเข้าไปช่วยเหลือลูกเบื้องต้นก่อนนำส่งแพทย์ จึงเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมีความรู้ และความเข้าถึงลักษณะการช่วยที่ถูกต้องด้วย

เพื่อให้เด็กรอดพ้นจากสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย ทางโรงพยาบาลบีเอ็นเอช และทีมงาน Life and Family ได้รวบรวมวิธีการช่วยเหลือเด็กจากสถานการณ์ยอดฮิตที่ทำให้เด็กเสี่ยงตาย เพื่อนำมาเป็นข้อมูล และตัวช่วยเบื้องต้นให้กับทุกบ้าน และทุกครอบครัวได้นำไปใช้กัน ซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่บางบ้านเคยนำไปใช้กับลูกแล้ว โดยเริ่มจากสถานการณ์แรก

*** เมื่อลูกมีก้างปลาติดคอ

ขณะที่เด็กกินอาหาร แน่นอนว่าอาจเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอาหารที่มีก้างยาวอย่างปลา อาจติดคอเด็กได้ ดังนั้นถ้าก้างติดคอ ควรปั้นข้าวเป็นก้อน (ไม่ต้องใหญ่มาก) แล้วให้ลูกกลืนข้าวก้อนนั้นโดยไม่ต้องเคี้ยว หรืออาจเปลี่ยนจากข้าวเป็นกล้วยสุก หรือขนมปังนิ่มๆ ก็ได้

อย่างไรก็ดี หากกลืนข้าวปั้นแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ให้ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำให้เจือจางแล้วให้ลูกค่อยๆ ดื่ม เพราะน้ำส้มสายชูจะช่วยให้ก้างปลาอ่อนตัวลง และหลุดออกได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าก้างปลายังไม่หลุดจนลูกเจ็บ และปวด ให้รีบพาลูกส่งแพทย์ทันที

*** เมื่อลูกกลืนเหรียญ หรือสิ่งของเล็กๆ

เหรียญ หรือสิ่งของชิ้นเล็ก ถือเป็นของเล่นชิ้นเอกของเด็กเลยทีเดียว โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อยู่ในวัยกำลังกิน กำลังอม ที่อาจนำพาซึ่งสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ดังนั้นเมื่อลูกกลืนสิ่งของเล็กๆ เข้าไป สิ่งแรกที่พ่อแม่ทำได้คือ จับลูกในลักษณะห้อยศีรษะลงต่ำ แล้วตบหลังแรงๆ เพื่อให้เด็กไอออกมา แต่ถ้าสิ่งที่ติดหลอดลมอยู่ยังไม่ออกมาพร้อมกับอาการไอของลูก ควรรีบพาส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

*** เมื่อลูกยัดของเข้าจมูก

เด็กเล็กจะเจอปัญหานี้บ่อย ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาสิ่งของเข้าจมูก ให้บีบรูจมูกข้างที่ไม่มีของติดอยู่ แล้วบอกให้ลูกสั่งน้ำมูกแรงๆ เพื่อให้ลมจากจมูกดันของที่ติดอยู่ออกมา ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรใช้วิธีการแคะ หรือยัดจมูก เพราะจะยิ่งไปดันของที่ติดอยู่ในจมูก ให้อยู่ลึกเข้าไปอีก หรือถ้าลูกสั่งของที่ติดอยู่ไม่ออก ต้องพาไปพบแพทย์เพื่อทำการดึงเอาสิ่งของเหล่านั้นออกทันที มิเช่นนั้น เด็กจะหายใจลำบาก และขาดอากาศหายใจก็เป็นได้

*** เมื่อของจิ๋วๆ เข้าหูลูก

หู ใครคงไม่คิดว่า อาจจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดได้ แต่อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ดังนั้นถ้าของชื้นจิ๋วเข้าหูลูก อย่างแรกที่พ่อแม่ควรทำคือ จับให้ตัวลูกเอียงศีรษะด้านที่มีของลง เพื่อให้ของหล่นออกมาเอง ถ้าหากทำแล้วของที่เข้าไปยังไม่ออกมา ห้ามคุณแม่แคะหูลูกเองเด็ดขาด เพราะของนั้นจะยิ่งเข้าไปลึกยิ่งขึ้น แต่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที

*** เมื่อลูกถูกไฟดูด

จากงานวิจับพบว่า กลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการโดนไฟดูดมากที่สุด คือ เด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี นั่นเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว และยังไม่รู้ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นการช่วยเหลือลูกเมื่อถูกไฟดูด พ่อแม่ห้ามใช้มือเปล่าดึงลูกขณะที่ถูกไฟดูด เพราะกระแสไฟจะวิ่งเข้าสู่ตัวทันที แต่ควรให้ใช้ผ้าแห้งหนาๆ ห่อมือ หรือพับหนังสือพิมพ์หนาๆ แล้วผลักลูกที่โดนไฟดูดออก ซึ่งผู้ที่จะช่วยต้องตัวแห้งด้วย จากนั้นบอกให้คนรอบข้างยกคัตเอาท์ลง หรือดึงปลั๊กออก โดยใช้ไม้หรือสายยางแห้งๆ เขี่ยให้ออกจากตัวคนถูกดูด

เมื่อ กระแสไฟถูกตัดลงแล้ว ให้วิ่งเข้ามาดูลูก และรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันที เช่น ตรวจดูว่าหัวใจหยุดเต้นหรือไม่ ถ้าหยุดให้รีบนวดหัวใจพร้อมๆ กับการผายปอด และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่ถ้าไฟดูดไม่มาก ตรวจตามร่างกายว่ามีบาดแผลใดๆ หรือไม่ ลูกยังมีสติ และพูดโต้ตอบได้หรือไม่ ถ้าทุกอย่างปกติให้นำตัวลูกไปนอนพัก และเฝ้าอาการอย่างใกล้ชิด

ขอบคุณภาพจาก photobucket.com/

*** เมื่อสารพิษเข้าตาลูก

การวางขวดสารพิษไว้ในที่ที่เด็กเอื้อมถึง อาจนำมาซึ่งภัยต่อตัวเด็กได้ เช่น สารเคมีกระเด็นเข้าตา เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ ให้พ่อแม่รีบล้างตาลูกด้วยน้ำสะอาดทันที โดยตะแคงศีรษะ และใช้น้ำสะอาดจากก๊อก หรือน้ำยาล้างตารินผ่านทางหัวตาช้าๆ และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว กรณีที่สิ่งแปลกปลอมติดอยู่ รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เพื่อให้แพทย์ช่วยจัดการ ซึ่งคุณแม่ไม่ควรนำสิ่งแปลกปลอมนั้นออกด้วยตัวเอง เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อตาลูกน้อยได้

*** เมื่อลูกจมน้ำขณะอาบน้ำในอ่าง

สถานการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่ แต่ใช่ว่าเด็กโตจะไม่พบ ซึ่งหากลูกหกคะมำในท่าคว่ำหน้าลงในอ่างน้ำ คุณแม่ต้องอุ้มลูกน้อยขึ้นในท่าศีรษะต่ำ เพื่อช่วยให้สิ่งแปลกปลอมหรือเสมหะออกมา ป้องกันการสำลักน้ำเข้าปอด กรณีเด็กที่ไม่รู้สึกตัว ให้คุณแม่ทำการผายปอดแต่ถ้ายังไม่ดีขึ้น ให้นำส่งโรงพยาบาลทันที

*** เมื่อลูกโดนน้ำร้อนลวก

น้ำร้อนถือเป็นภัยที่สร้างความเจ็บปวด และแสบผิวหนังจนพุพอง ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำเมื่อลูกถูกน้ำร้อนลวกคือ พ่อแม่ควรถอดเสื้อของลูกออกทันที ห้ามเจาะแผลพุพองหรือตัดเศษผิวหนังออก เพราะการกระทำดังกล่าวอาจะทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ และห้ามใส่น้ำมัน ยาสีฟัน หรือยาใดๆ บนบาดแผลที่ถูกน้ำร้อนลวก แต่ควรประคบบริเวณแผลด้วยน้ำเย็น รวมทั้งคุณแม่ควรปิดแผลด้วยผ้าก็อช หรือผ้าเช็ดหน้าที่สะอาด (อย่าใช้สำลีเป็นอันขาด) จากนั้นจึงนำไปพบแพทย์ทันที

*** เมื่ออาหารเป็นพิษ

ถ้าลูกมีอาการอาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย ควรให้ลูกจิบน้ำทีละน้อย พร้อมกับหยุดรับประทานอาหาร และนมชั่วคราวจนกว่าอาการจะดีขึ้น ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงให้พาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการของโรคอีกที

*** เมื่อแมลงมีพิษกัดต่อย

ถ้าลูกถูกผึ้งต่อย ไม่ควรพยายามเอาเหล็กไนออกด้วยตัวเอง เนื่องจากเหล็กไนของผึ้งมีพิษ อย่าให้นิ้วแตะถูกบริเวณบาดแผล แต่ให้ประคบด้วยถุงน้ำแข็ง หรือน้ำเย็นเพื่อป้องกันไม่ให้พิษจากเหล็กในซึมเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว

อย่าง ไรก็ดี ถ้าเป็นแมลงชนิดอื่น เช่น มด หรือตะขาบให้ประคบแผลด้วยถุงน้ำแข็งหรือน้ำเย็น ถ้าปวดมากให้รีบรับประทานยาแก้ปวด หลังจากนั้นให้รีบพบแพทย์โดยเร็ว อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะแผลที่ถูกกัด หรือต่อย อาจเกิดอาการอักเสบได้

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

*** เมื่อลูกน้อยได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย

เช่นกันกับการการวางขวดสารพิษไว้ในที่ที่เด็กหยิบง่าย ซึ่งเด็กอาจหยิบขึ้นมากินด้วยความไม่รู้ว่านี่ไม่ใช่น้ำดื่ม แต่เป็นสารพิษดีๆ นี่เอง ดังนั้นเมื่อลูกกินเข้าไป สิ่งแรกต้องทำให้ลูกอาเจียน เมื่อลูกอาเจียนเอาสารพิษออกจากกระเพาะได้แล้ว ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์รักษา

อย่าง ไรก็ตาม ถ้าเด็กรับประทานสารกัดกร่อน หรือน้ำมันหอมระเหยเข้าไป ห้ามทำให้เด็กอาเจียนโดยเด็ดขาด ดังนั้นควรหาชนิดของสารพิษที่ลูกรับประทานเข้าไปก่อน เก็บตัวอย่างให้แพทย์ตรวจ และควรสังเกตด้วยว่ารับประทานเข้าไปเท่าไร

*** เมื่อเลือดกำเดาไหล

ควรบีบจมูกลูกทางด้านหน้าเข้าหากัน ให้คนไข้หน้าตรง หรือก้มหน้าเล็กน้อย ไม่ต้องแหงนหน้า ระหว่างนั้นให้คนไข้หายใจทางปาก โดยทั่วไปเลือดกำเดาจะหยุดไหลภายใน 5 นาที หลังจากเลือดหยุดไหลแล้ว อย่าแคะจมูก หรือสั่งน้ำมูกแรงๆ ถ้าไม่ได้ผลให้พาคนไข้ไปพบแพทย์สาขา หู คอ จมูก

*** เมื่อถูกสุนัขกัด

ถ้าสุนัขที่กัดนั้นได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าแล้ว ให้ล้างแผลด้วยสบู่ และน้ำสะอาด เช็ดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค โดยเช็ดในทิศทางที่ออกจากแผล จากนั้นเพื่อความปลอดภัย ควรนำลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจว่า สุนัขที่กัด ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าแล้วหรือยัง? อาจทำให้ลูกเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ ทางที่ดีคุณแม่ควรล้างแผลด้วยน้ำสบู่แล้วเช็ดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ อย่างไรก็ดี ไม่ควรฆ่าสุนัขที่กัด แต่ควรขังไว้เพื่อดูอาการ 10 วันว่าเป็นบ้าหรือไม่ หรือนำสุนัขไปให้สัตวแพทย์เพื่อตรวจอาการต่อไป

แต่ถ้าสุนัขตายระหว่างดูอาการ ให้นำซากสุนัขไปส่งสถานเสาวภา หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดเพื่อตรวจพิสูจน์ หรือหากต้องเดินทางหลายวัน ให้แช่หัวสุนัขไว้ในน้ำแข็งเพื่อกันไม่ให้สมองสุนัขเน่า และถ้าสุนัขที่กัดเป็นบ้า หรือไม่สามารถติดตามสุนัขได้ ให้พาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้ครบตามที่แพทย์สั่ง

*** เมื่อลูกกระดูกหัก

แน่นอนว่า วัยเด็กถือเป็นวัยกำลังซนมาก การเล่นจึงมีความเสี่ยงที่จะหกล้มได้สูง โดยเฉพาะล้อแล้วกระดูกหัก ดังนั้นเมื่อกระดูกหัก วิธีแรกให้ลูกนอนอยู่กับที่ ห้ามเคลื่อนย้ายโดยไม่จำเป็น ถ้ามีเลือดออกให้ทำการห้ามเลือดโดยด่วน

หรือหากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยให้เข้าเฝือกชั่วคราวไว้ก่อน ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งถ้ามีบาดแผลให้ปิดแผลด้วยผ้าสะอาดก่อนเข้าเผือก จากนั้นจึงนำตัวส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นอาการกระดูกหักที่ส่วนคอ หรือกระดูกสันหลัง ต้องพยายามเคลื่อนย้ายอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะหากเคลื่อนไหวผิดท่าอาจทำให้เด็กพิการได้

*** เมื่อลูกเคล็ดขัดยอก

เคล็ดขัดยอกอาจเกิดจากการสะดุดล้ม หรือโดนของแข็ง ลำดับแรกควรจัดท่านั่ง หรือนอนพักในท่าสบายๆ ให้กับลูก จากนั้นให้ยกส่วนที่เคล็ดให้สูงขึ้น รองด้วยหมอน หรือผ้าห่มหนาๆ แล้วนวดด้วยน้ำมันปาล์ม พันด้วยผ้าพันแผล แต่อย่าพันให้แน่นมาก เพราะจะทำให้ส่วนที่ขัดยอกระบมได้

*** เมื่อลูกโดนของมีคมบาด

การถูกมีดบาด ถือเป็นเรื่องปกติที่เด็กจะโดนบาดกัน ซึ่งเชื่อว่า ลูกๆ ของท่านผู้อ่านคงต้องโดนบาดกันมาบ้างแล้ว อย่างไรเสียเมื่อถูกบาดแล้ว ให้รีบทำความสะอาดบริเวณรอบๆ บาดแผลโดยใช้สำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่เจือจางด้วยน้ำ และเช็ดในทิศทางที่ออกจากแผล จากนั้นปล่อยให้แห้ง ทาครีมที่มียาฆ่าเชื้อโรค หรือปล่อยให้แผลเปิดแห้ง หรือถ้าถูกตะปูตำอวัยวะของร่างกาย ควรทำความสะอาดแผลเบื้องต้น

คง จะเป็นวิธีการช่วยเหลือเด็กเบื้องต้นที่จะเป็นประโยชน์ไม่ใช่น้อย ทางที่ดีการจัดเก็บ และมีความละเอียด รอบคอบในการจัดบ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะกันไว้ดีกว่าแก้ อย่างไรก็ดี บ้านไหนเคยเจอสถานการณ์เสี่ยงแบบนี้ หรือแบบอื่นๆ ที่น่าสนใจ และสามารถช่วยเหลือลูกให้รอดพ้นจากสถานการณ์เสี่ยงตายเหล่านั้นได้ นำมาแบ่งปัน และแชร์ประสบการณ์กันได้นะครับ ทั้งนี้เพื่อจะเป็นประโยชน์กับครอบครัวอื่นๆ ในการช่วยเหลือบุตรหลานต่อไป

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)

10 ข้อนี้ ใครมีลูกสาวควรอ่าน!

โบราณว่ากันว่า “มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน” หรือ บางคนอาจเปรยขึ้นมาดีหน่อยคือจาก “ส้วม” เปลี่ยนเป็น “ดอกไม้” แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปเป็นอะไร ความหมายก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนไปตามคำนามนั้นๆ

ซึ่ง หมายความว่า หากพ่อแม่ดูแลลูกสาวไม่ดี ชื่อเสียงก็จะเสียหายไปตามๆกัน ความไม่ดีตรงนั้น ในสมัยก่อนอาจหมายถึงการท้องไม่มีพ่อ หรือท้องก่อนแต่ง ซึ่งคนสมัยก่อนถือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสีย ผิดกับสมัยนี้ที่ไม่ค่อยถือสากันแล้ว

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันนี้แม้เรื่องท้องก่อนแต่ง หรือท้องไม่มีพ่อ อาจดูเบาบางกว่าในอดีต แต่ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับเด็กผู้หญิงอยู่ดี ซึ่งนอกจากเรื่องท้องโดยไม่ได้ตั้งใจของเด็กสาวแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องร้ายๆ ที่พ่อแม่ รวมไปถึงทุกคนในครอบครัวควรเป็นหูเป็นตา ให้ความรักความอบอุ่น และสอนให้ลูกสาวรู้จักรักตัวเองให้มากขึ้น อย่าไปตามกระแสสังคมของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่แคร์ต่อขนบธรรมเนียมประเพณีไทยและ ไม่เคารพตัวเอง

ทั้ง นี้ เรื่องร้ายๆ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ นับเป็น 10 ข้อสำคัญที่เกิดจากการชิงสุกก่อนห่าม ที่นับวันอายุเฉลี่ยของเด็กสาวก็เริ่มมีอายุที่ตัวเลขน้อยลงเรื่อยๆ โดยทั้ง 10 ข้อมีดังนี้

1. ท้อง-แท้ง

ยิ่งในวัยเรียนการได้รับปริญญาใจก่อนกำหนด 4 ปีการศึกษานั้น มันทำลายชีวิตมาหลายต่อหลายคนแล้ว เพราะจะมีสักกี่คนที่จะทนอุ้มท้องไปนั่งร่วมชั้นเรียนกับเพื่อน และเชื่อเลยว่าคงไม่มีสถานศึกษาใดสนับสนุนด้วย เมื่อชีวิตของการเป็นแม่เริ่มต้นขึ้น ความพร้อมสำหรับทารกน้อยๆ ย่อมปัญหาปากท้องและสังคมก็จะตามมาทีหลัง ส่วนใครที่ไม่เกรงต่อบาปยืนยันว่าฉันจะทำแท้งนั่นก็เท่ากับว่าทำร้ายตัวเอง ไปเสียแล้ว

แต่ ถ้ามั่นใจว่า “ไม่ท้องแน่นอนเพราะป้องกันดี” จากการวิจัยก็ยังระบุว่า แม่จะใช้ถุงยางอนามัย แต่ยังมีโอกาสพลาดได้สูงถึง 21% เนื่องจากคุณภาพของถุงยางเสื่อมหรือใช้ไม่ถูกต้องและการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ก็มีโอกาสพลาดได้สูงถึง 5%

2. ซึมเศร้า

วัยรุ่นยังไม่ใช่วัยที่จะตั้งหลักปักฐานกับใครผู้ใด ยังเป็นวัยแห่งการแสวง เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนคู่นอนจึงเกิดเสมอๆ การซึมเศร้าที่เกิดจากภาวะความล้มเหลวเรื่องความรัก ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงวัยที่จะคิดเรื่องรักสักเท่าไหร่

ภาพจาก www.mables.com

3. ติดโรค

ข้อนี้นับเป็นผลมาจากข้อ 2 ที่ว่าวัยรุ่นเป็นเพียงวัยแสวงหา น้อยคนนักที่จะพบรักแท้ยืนยาวเหมือนชีวิตคู่ผู้ใหญ่ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ย่อมเกิดโรคตามมาแม้จะป้องกันก็ตาม หากพ่อแม่ไม่ดูแลเอาใจใส่ก็อาจทำให้เด็กตกอยุ่ในความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม

4. เรียนถอยหลัง

หากมัวแต่หมกมุ่นเรื่องรัก คิดหนักแต่เรื่องผู้ชาย ร้องไห้ไม่ยอมเรียน เจ้าตัวเตรียมเรียนซ้ำชั้นอีกรอบได้เลย หรือไม่พ่อแม่ก็ต้องหาที่เรียนใหม่ให้เพราะมุ่งมั่นทำแต่คะแนนรักไม่สนใจการ เรียน

5. ติฉินนินทา

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า หากการมีลูกสาวยังคงเเหมือนการมีส้วมอยู่หน้าบ้าน ท่อแตกวันไหน จะกลิ่นที่เหม็นอยู่แล้ว อาจกลายเป็นกลิ่นส้วมแต่กเลยก็ว่าได้

หากลูกสาวเกิดไปทำเรื่องฉาวโฉ่ขึ้นมา กลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกขี้อิจฉา โดนนินทาว่าเสียตัวแล้วบ้าง เปลี่ยนแฟนอีกแล้ว โดนแฟนทิ้งอีกแล้วบ้าง ซึ่งสำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นที่รังเกียจของสาวดีๆ โดยข้อหานักล่าผู้หญิง หรือนักล่าพรหมจรรย์ พ่อแม่เองก็จะพลอยโดนผลกระทบไปด้วย

6. ไร้ค่า

อาจ เกิดการหมิ่นเกียรติกันและกันระหว่างชายหญิง ต่างฝ่ายมองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวสนองความใคร่ ไม่มีรักแท้จีรัง ก่อนที่จะรู้จักกันอย่างแน่นแฟ้นเราอาจจะมองเขาในแง่อื่นไปเสียแล้ว โดยเฉพาะผู้ชายที่หลังจากได้เสียกับผู้หญิงแล้ว หากคนไหนใจง่าย ไม่รักตัวเอง ก็จะไร้ค่าทันทีเมื่อตกเป็นของเขา และในที่สุดพ่อแม่ก็ต้องเป็นผู้ให้อภัยและให้โอกาสลูกสาว…อีกครั้งหนึ่ง

7. ถูกหลอกซ้ำซาก

เหตุนี้เป็นเพราะเคยปล่อยตัวและใจให้คนก่อนและความต้องการรักแท้ เพราะฉะนั้น คำว่ารักก็อาจจะกลายเป็นแค่ตะขอเบ็ดเกี่ยวเหยื่อเท่านั้น

8. ใคร่มากกว่ารัก

วัยรุ่นอาจจะต้องการมีเพศสัมพันธ์มากกว่ารัก และเข้าใจคำว่ารักผิดไป สุดท้ายส่งผลให้ไม่เข้าใจกันในที่สุด จึงมีที่มาให้ครอบครัวเปิดโอกาสพูดคุยกับลูกมากขึ้น

โดยเฉพาะเรื่องเพศศึกษาที่นับวันเด็กที่พ้น ป.6 มาไม่กี่วันอาจจะอยากรู้ อยากลองแล้วก็ได้ เพราะจากข่าวสารที่ผ่านๆ มาก็พบว่า เด็กที่ตั้งครรภ์ตอนอายุน้อยที่สุดอยู่ในระหว่าง 11-12 ปีเท่านั้น

9. ผิดหวังในรัก

เมื่อคนดีที่เหมาะกับเราเข้ามาในชีวิต เมื่อเขารู้เรื่องราวในอดีตก็อาจจะหลีกหายไปได้ หรือเราเองอาจจะรู้สึกผิดกับอดีตไม่กล้าสู้หน้าเขาหรือเธอคนนั้น จนกลายเป็นคำว่า เธอดีเกินไป หรือเธอไม่คู่ควรกับฉัน เพราะเธอมันช่ำชอง ไม่น่าไว้วางใจ ฯลฯ

10. สร้างความร้าวฉานในชีวิตคู่

เรื่อง ราวในอดีตไม่สามารถลบมันได้ แม้เราจะพยายามลืมไปเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อคู่ชีวิตล่วงรู้อดีตกาลของเราย่อมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ชีวิตคู่จะมีความสุขได้อย่างไร แก้วเริ่มร้าวไม่นานก็แตก และไม่อาจประกอบได้ดั่งเดิม

ท้ายนี้ เด็กๆผู้หญิงคนไหนที่คิดว่าการมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องธรรมดา ก็ลองกลับมาทบทวนกันใหม่นะคะ เพราะเชื่อว่าบางคนเห็นร่างกายและอวัยวะของตัวเองเป็นเพียงสิ่งของที่ไม่จำ เป็นต้องสงวนไว้อย่างที่ผู้ใหญ่มักจะพูดกันอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆแล้ว การที่ผู้ใหญ่คอยเตือน ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือครูเองคอยสอนนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ ทุกคนต้องการให้เด็กผู้หญิงเคารพและรักตนเอง

ขณะ ที่พ่อแม่เองก็ควรเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย อย่าให้ลูกเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศสัมพันธ์ ขณะเดียวกันก็ควรเปิดโอกาสและให้เวลาพูดคุยกับลูกบ้าง

อีกทั้งควรให้เขาได้ใกล้ชิดศาสนาเป็นระยะ เพราะหลักการสอนของแต่ละศาสนาต่างมุ่งเน้นให้ทุกคนทำดี คิดดี และมีจิตที่บริสุทธิ์ หากลูกรู้จักบาป บุญ คุณ โทษ และเวรกรรม ในสิ่งที่ทำ แน่นอนว่า 10 สิ่งร้ายๆ ข้างต้นจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน และลูกสาวก็จะไม่ถูกเปรียบเปรยให้เป็นส้วมอีกต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก www.bearber.com

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)

ภาพชนะประกวดของกสิกรไทย

ภาพชนะประกวดของกสิกรไทย ดีมาก ทั้งรูป และเรื่องค่ะ

ภาพ

หนึ่งภาพ แทนคำ ล้านคำพูด
หนึ่งใบ ยายพูด พร่ำบอกหลาน
หนึ่งเรียน ให้รู้ จึงอยู่นาน
หนึ่งคน ถึงกาล ย่อมโรยลา
….อัฐนี้ ยาย อด เจ้าจึงอิ่ม
ยามนี้ เจ้าอิ่ม จงเร่งหา
เรียนนี้ ให้รู้ รอบปัญญา
แต่นี้ ภายหน้า เป็นคนดี……

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)

เฮ้อ…ลูกเราไม่เอาไหน/ดร.แพง ชินพงศ์

มีคุณพ่อคุณแม่หลายๆคนที่มักจะมาบ่นให้ผู้เขียนฟังเป็นประจำว่า รู้สึกหนักอกหนักใจไม่น้อย ที่มองดูแล้วรู้สึกว่าลูกถูกจัดอยู่ในจำพวกที่เรียกว่า “เด็กไม่เอาไหน” จริง ๆ แล้วความไม่เอาไหนหรือความไม่ได้เรื่องมีอยู่ในตัวของคนทุกคน แล้วแต่ว่าคน ๆ นั้นจะไม่เอาไหนในเรื่องใดบ้าง เพราะความเป็นจริงแล้วไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง แต่ มิใช่ว่าเมื่อความเป็นจริงเป็นเช่นนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่จะปล่อยปละละเลยลูก ๆ ไป แต่ควรจะมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยปรับปรุง แก้ไขสิ่งบกพร่องเหล่านี้ให้กับลูกๆของเราเพื่ออนาคตที่ดีของเขาได้

ความไม่เอาไหนของเด็ก ๆ อาจแสดงออกมาในลักษณะต่างๆ ดังนี้

1. ขี้เกียจเรียน/อ่านหนังสือ

สำหรับเด็กบางคนการเรียนเปรียบเหมือนยาขม ยิ่งต้องอ่านหนังสือสอบยิ่งอยากจะเป็นลม สมัยเด็กๆผู้เขียนก็เป็นแบบนี้เช่นกันที่มักจะชอบเล่นสนุกกับเพื่อนๆมากกว่า จะมานั่งท่องตำรา คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหาเทคนิคต่างๆมาช่วยมากมายทั้งเรียนพิเศษนอกเวลา ทั้งให้มีครูมาสอนการบ้าน แต่เทคนิคที่ได้ผลที่สุดสำหรับผู้เขียนสมัยที่เรียนอยู่ชั้นประถมปลายก็คือคุณพ่อคุณแม่หาแบบฝึกหัดหรือหาแนวข้อสอบมาให้ทำ

เป็นธรรมดาที่เด็กเห็นตำราเรียนหนา ๆ ตัวหนังสือเยอะ ๆ แล้วมักจะรู้สึกง่วงหรือไม่ก็ขยาด แต่ในแบบฝึกหัดหรือแนวข้อสอบมักจะมีสรุปเนื้อหาที่ไม่มากเกินไปนักให้อ่าน ก่อนทำแบบทดสอบ คุณพ่อคุณแม่อาจจะให้ลูกลองทำแบบทดสอบด้วยดินสอดูก่อนให้เขาอ่านเนื้อหา เพื่อดูว่าลูกได้คะแนนเท่าไร ซึ่งหากมีข้อผิดยังไม่ต้องเฉลยข้อที่ถูก เสร็จแล้วค่อยให้ลูกอ่านเนื้อหาแล้วกลับมาทำข้อสอบเดิมที่ลูกลบคำตอบไปแล้ว แล้วดูอีกทีว่าเขาทำถูกมากขึ้นหรือไม่ เทคนิค นี้เด็กจะรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกม เขาจะสนุกที่ต้องทำคะแนนให้ได้มากขึ้น ๆ และจะเกิดความรู้สึกภูมิใจที่สามารถพิชิตโจทย์ได้ เทคนิคนี้จะช่วยให้ลูกค่อย ๆ คุ้นเคยกับการอ่านหนังสือและทำให้เขารู้สึกว่าการเรียนไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ ในที่สุด

2. ขี้เกียจทำงาน

เคยหรือไม่ที่บางทีคุณพ่อคุณแม่เรียกให้ลูกช่วยเก็บกวาดบ้าน ให้ช่วยรดน้ำต้นไม้แล้วมักจะมีเสียงเล็กๆของลูกเราโอดครวญกลับมาเสมอ สำหรับเด็กๆแล้วมักคิดว่าการทำงานเป็นเรื่องที่สุดแสนจะเหน็ดเหนื่อยและ รบกวนเวลาอันมีค่าในการดูการ์ตูนหรือเล่นเกมเสมอ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหาเทคนิคให้เด็กรู้จักที่จะทำงานเล็กๆน้อยๆด้วยตัวของ เขาเองได้ เพราะเราคงไม่อยากให้ใครมาว่าลูกเราว่าเป็นพวกหยิบจับอะไรไม่เป็น

เทคนิคง่าย ๆ คือให้เขาได้ลองฝึกทำในสิ่งที่เหมาะสมกับวัยเขา แม้เขาทำได้ไม่สมบูรณ์แบบก็ไม่เป็นไร เช่นถ้าเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็ให้เขาลองสวมใส่เสื้อผ้าด้วยตัวเอง หากเขาติดกระดุมผิดบ้างก็ไม่เป็นไร ให้เขาตักทานอาหารด้วยตัวเองถึงข้าวหกเลอะเทอะบ้างก็ไม่เป็นไร หรือวานให้เขาช่วยหยิบของสิ่งนั้นสิ่งนี้ส่งมาให้เรา แม้เขาจะหยิบของผิดอย่างมาให้บ้างก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อเขาทำได้ดีต้องชมเชยแต่อย่าถึงขนาดยกยอปอปั้นให้มาก และที่สำคัญที่สุดคืออย่าติเตียนหากเขาทำผิดพลาด หากต้องให้กำลังใจติชมด้วยความอ่อนโยน หากลูกโตขึ้นมาหน่อยอาจฝึกให้เขาลองช่วยงานที่ซับซ้อนขึ้น เช่นเวลาคุณแม่ทำกับข้าวให้ลูกช่วยจัดเตรียมเครื่องประกอบอาหาร ช่วยล้างผัก ช่วยชิมรสชาติ ช่วยเตรียมจาน หรือช่วยทำอาหารง่าย ๆ เช่นเจียวไข่ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ละเลยความปลอดภัยของลูกด้วย หรือให้เขาช่วยรดน้ำต้นไม้หรือช่วยปลูกต้นไม้ต้นเล็ก ๆ กิจกรรมนี้นอกจากสนุกๆแล้วคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถแทรกความรู้เรื่องต้นไม้และ สร้างจิตสำนึกในความรักธรรมชาติให้ลูกได้ด้วย การ ฝึกให้เขาได้ทำงานเป็น นอกจากจะสร้างความภูมิใจให้ลูกรู้สึกว่าเขาเก่งที่ทำได้แล้ว ยังเป็นการสอนให้ลูกได้รู้จักช่วยเหลือตัวเองแล้วยังสอนให้เขาได้รู้จักการ ช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย

3. ไม่กล้าแสดงออก

เด็กที่ไม่กล้าแสดงออกมักถูกมองว่าเป็นเด็กไม่เก่ง ไม่ได้เรื่อง ไม่น่ารักน่าเอ็นดู เช่นครูให้ออกไปพูดหน้าห้องก็ไม่กล้าออกไป ผู้เขียนรู้จักเด็กบางคนที่ไม่กล้าแม้แต่ไหว้ผู้ใหญ่เพราะไม่รู้จะต้องทำตัว หรือทำหน้าอย่างไร แต่ผู้ใหญ่มักจะรู้สึกว่าเด็กนี่ไม่มีมารยาทไม่น่ารักเลยจึงไม่สนใจไม่อยาก ยุ่งเกี่ยวด้วย ในความเป็นจริงแล้วเด็กประเภทนี้เป็นเด็กที่ผู้ใหญ่อย่างเราควรให้ความเห็น ใจเขามากๆ และคุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยลูกมากๆด้วย

เทคนิคที่ดีคือ พา ลูกไปพบปะผู้คนบ่อย ๆ เช่นเวลาคุณพ่อคุณแม่เจอเพื่อนหรือคนรู้จักให้พาลูกไปสวัสดีแนะนำตัว อาจให้ลูกอยู่กับเราในวงสนทนาได้เพราะเป็นปกติที่เวลาผู้ใหญ่คุยไปสักพักก็ มักจะหยุดทักทายถามไถ่เรื่องราวเกี่ยวกับเด็ก ๆ เสมอ สิ่งนี้จะทำให้ลูกคุ้นชินกับการโต้ตอบกับผู้อื่น ยิ่งเป็นการโต้ตอบกับผู้ใหญ่ด้วยแล้วจะช่วยฝึกให้เขารู้จักการวางตัวที่ เหมาะสมได้ด้วย นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามให้เขาได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนฝูงในวัย เดียวกันโดยอาจพาเขาไปเข้าค่ายตอนปิดเทอมหรือไปเข้าร่วมกิจกรรมตามสถานที่ ต่าง ๆ ในวันหยุด ก็จะทำให้ลูกได้รู้จักปรับตัวกับผู้อื่นซึ่งจะช่วยทำให้เขากล้าแสดงออกมาก ขึ้น

4. ไม่มีความสามารถพิเศษ

ผู้ คนมักคิดว่าคนที่ร้องเพลงเพราะ คนที่เต้นเก่ง คนที่วาดรูปสวย คนที่แข่งกีฬาชนะ คนที่เก่งในเรื่องตัวเลข คนที่พูดได้หลายภาษา คนที่ทำอาหารอร่อย เป็นคนที่มีความสามารถเหนือคนอื่น ในความเป็นจริงคือคนเหล่านี้เป็นคนเก่งจริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆ จะไม่เก่งหรือใครที่ทำแบบนี้ไม่ได้จะเป็นคนไม่เอาไหน เพราะจริง ๆ แล้วคนทุกคนมีความสามารถพิเศษหรือมีความถนัดในเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่แตก ต่างกันไป อยู่ที่ว่าจะค้นพบความสามารถหรือความถนัดนั้นแล้วหรือยังต่างหาก ยิ่งในเด็กแล้วการค้นพบความสามารถอาจยังไม่ได้ปรากฏเป็นที่เด่นชัด เพราะบางคนอาจมาปรากฏเมื่อตอนโตก็ได้ หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ก็คือช่วยลูกให้ค้นพบความสามารถที่เขามีอยู่และส่ง เสริมเขา

เทคนิคที่ควรทำคือ การที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นคนช่างสังเกต เช่นหากเห็นว่าลูกเราชอบเล่านิทาน อาจลองให้เขาแต่งนิทานให้ยาวขึ้นๆ เพราะเขาอาจมีความสามารถพิเศษในการเขียนหนังสือหรือแต่งนิยายก็ได้ หรือหากเห็นว่าลูกชอบเอาสิ่งของเหลือใช้มาปะติดปะต่อกัน ลองหาวัสดุที่หลากหลายมาให้เขาได้ใช้ เพราะเขาอาจมีความสามารถพิเศษในการประดิษฐ์สิ่งของก็ได้ แต่สิ่ง สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่อย่าทึกทักเอาเองว่าลูกมีความสามารถด้านนั้นด้านนี้ บางทีอาจไม่ใช่ก็ต้องใจเย็นที่จะช่วยลูกได้ค้นพบตัวเขาเองต่อไป อย่าคิดเอาเองและบังคับเขาให้ทำตามความเข้าใจของเรา เพราะนั่นอาจเป็นการบังคับให้เขาต้องทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบก็เป็นได้ แล้วจะกลายเป็นการทำให้ลูกเป็นคนที่ไม่กล้าที่จะคิดจะทำอะไรตามความต้องการ ของตัวเอง

ผู้ เขียนไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่กลุ้มใจมากนักจนถึงขั้นเป็นวาระแห่งชาติว่าทำไม ลูกเราถึงไม่เอาไหนแบบนั้นแบบนี้ สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำคือให้ความเชื่อมั่นในลูกของเราว่าเขาทำอะไร ได้หลายอย่าง แม้สิ่งที่เขาทำมันอาจแปลกประหลาดบ้าง เช่น เขาอาจพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่เขาฝึกใช้ภาษามือสำหรับคนหูหนวกได้คล่องแคล่ว เขาเขียนหนังสือให้สวยไม่ได้ แต่เขียนหนังสือกลับหัวได้ ซึ่งถ้าไม่ใช่สิ่งที่เสียหายแล้วก็ควรให้ลูกได้ทำในสิ่งที่เขาทำได้ต่อไป

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือถึงแม้เขาจะทำอะไรไม่ได้เลย เช่นคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ ก็ไม่ต้องบังคับเขา ขอแค่สอนให้เขาเป็นคนดีไม่ก่อความเดือดร้อนให้สังคมแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)