![]()
|
![]()
![]()
|
![]()
![]()
| โบราณว่ากันว่า “มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน” หรือ บางคนอาจเปรยขึ้นมาดีหน่อยคือจาก “ส้วม” เปลี่ยนเป็น “ดอกไม้” แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปเป็นอะไร ความหมายก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนไปตามคำนามนั้นๆ
ซึ่ง หมายความว่า หากพ่อแม่ดูแลลูกสาวไม่ดี ชื่อเสียงก็จะเสียหายไปตามๆกัน ความไม่ดีตรงนั้น ในสมัยก่อนอาจหมายถึงการท้องไม่มีพ่อ หรือท้องก่อนแต่ง ซึ่งคนสมัยก่อนถือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสีย ผิดกับสมัยนี้ที่ไม่ค่อยถือสากันแล้ว อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันนี้แม้เรื่องท้องก่อนแต่ง หรือท้องไม่มีพ่อ อาจดูเบาบางกว่าในอดีต แต่ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับเด็กผู้หญิงอยู่ดี ซึ่งนอกจากเรื่องท้องโดยไม่ได้ตั้งใจของเด็กสาวแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องร้ายๆ ที่พ่อแม่ รวมไปถึงทุกคนในครอบครัวควรเป็นหูเป็นตา ให้ความรักความอบอุ่น และสอนให้ลูกสาวรู้จักรักตัวเองให้มากขึ้น อย่าไปตามกระแสสังคมของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่แคร์ต่อขนบธรรมเนียมประเพณีไทยและ ไม่เคารพตัวเอง ทั้ง นี้ เรื่องร้ายๆ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ นับเป็น 10 ข้อสำคัญที่เกิดจากการชิงสุกก่อนห่าม ที่นับวันอายุเฉลี่ยของเด็กสาวก็เริ่มมีอายุที่ตัวเลขน้อยลงเรื่อยๆ โดยทั้ง 10 ข้อมีดังนี้ 1. ท้อง-แท้ง ยิ่งในวัยเรียนการได้รับปริญญาใจก่อนกำหนด 4 ปีการศึกษานั้น มันทำลายชีวิตมาหลายต่อหลายคนแล้ว เพราะจะมีสักกี่คนที่จะทนอุ้มท้องไปนั่งร่วมชั้นเรียนกับเพื่อน และเชื่อเลยว่าคงไม่มีสถานศึกษาใดสนับสนุนด้วย เมื่อชีวิตของการเป็นแม่เริ่มต้นขึ้น ความพร้อมสำหรับทารกน้อยๆ ย่อมปัญหาปากท้องและสังคมก็จะตามมาทีหลัง ส่วนใครที่ไม่เกรงต่อบาปยืนยันว่าฉันจะทำแท้งนั่นก็เท่ากับว่าทำร้ายตัวเอง ไปเสียแล้ว แต่ ถ้ามั่นใจว่า “ไม่ท้องแน่นอนเพราะป้องกันดี” จากการวิจัยก็ยังระบุว่า แม่จะใช้ถุงยางอนามัย แต่ยังมีโอกาสพลาดได้สูงถึง 21% เนื่องจากคุณภาพของถุงยางเสื่อมหรือใช้ไม่ถูกต้องและการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ก็มีโอกาสพลาดได้สูงถึง 5% 2. ซึมเศร้า วัยรุ่นยังไม่ใช่วัยที่จะตั้งหลักปักฐานกับใครผู้ใด ยังเป็นวัยแห่งการแสวง เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนคู่นอนจึงเกิดเสมอๆ การซึมเศร้าที่เกิดจากภาวะความล้มเหลวเรื่องความรัก ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงวัยที่จะคิดเรื่องรักสักเท่าไหร่ |
|||||
3. ติดโรค ข้อนี้นับเป็นผลมาจากข้อ 2 ที่ว่าวัยรุ่นเป็นเพียงวัยแสวงหา น้อยคนนักที่จะพบรักแท้ยืนยาวเหมือนชีวิตคู่ผู้ใหญ่ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ย่อมเกิดโรคตามมาแม้จะป้องกันก็ตาม หากพ่อแม่ไม่ดูแลเอาใจใส่ก็อาจทำให้เด็กตกอยุ่ในความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม 4. เรียนถอยหลัง 5. ติฉินนินทา อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า หากการมีลูกสาวยังคงเเหมือนการมีส้วมอยู่หน้าบ้าน ท่อแตกวันไหน จะกลิ่นที่เหม็นอยู่แล้ว อาจกลายเป็นกลิ่นส้วมแต่กเลยก็ว่าได้ หากลูกสาวเกิดไปทำเรื่องฉาวโฉ่ขึ้นมา กลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกขี้อิจฉา โดนนินทาว่าเสียตัวแล้วบ้าง เปลี่ยนแฟนอีกแล้ว โดนแฟนทิ้งอีกแล้วบ้าง ซึ่งสำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นที่รังเกียจของสาวดีๆ โดยข้อหานักล่าผู้หญิง หรือนักล่าพรหมจรรย์ พ่อแม่เองก็จะพลอยโดนผลกระทบไปด้วย 6. ไร้ค่า อาจ เกิดการหมิ่นเกียรติกันและกันระหว่างชายหญิง ต่างฝ่ายมองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวสนองความใคร่ ไม่มีรักแท้จีรัง ก่อนที่จะรู้จักกันอย่างแน่นแฟ้นเราอาจจะมองเขาในแง่อื่นไปเสียแล้ว โดยเฉพาะผู้ชายที่หลังจากได้เสียกับผู้หญิงแล้ว หากคนไหนใจง่าย ไม่รักตัวเอง ก็จะไร้ค่าทันทีเมื่อตกเป็นของเขา และในที่สุดพ่อแม่ก็ต้องเป็นผู้ให้อภัยและให้โอกาสลูกสาว…อีกครั้งหนึ่ง 7. ถูกหลอกซ้ำซาก เหตุนี้เป็นเพราะเคยปล่อยตัวและใจให้คนก่อนและความต้องการรักแท้ เพราะฉะนั้น คำว่ารักก็อาจจะกลายเป็นแค่ตะขอเบ็ดเกี่ยวเหยื่อเท่านั้น 8. ใคร่มากกว่ารัก วัยรุ่นอาจจะต้องการมีเพศสัมพันธ์มากกว่ารัก และเข้าใจคำว่ารักผิดไป สุดท้ายส่งผลให้ไม่เข้าใจกันในที่สุด จึงมีที่มาให้ครอบครัวเปิดโอกาสพูดคุยกับลูกมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเพศศึกษาที่นับวันเด็กที่พ้น ป.6 มาไม่กี่วันอาจจะอยากรู้ อยากลองแล้วก็ได้ เพราะจากข่าวสารที่ผ่านๆ มาก็พบว่า เด็กที่ตั้งครรภ์ตอนอายุน้อยที่สุดอยู่ในระหว่าง 11-12 ปีเท่านั้น 9. ผิดหวังในรัก เมื่อคนดีที่เหมาะกับเราเข้ามาในชีวิต เมื่อเขารู้เรื่องราวในอดีตก็อาจจะหลีกหายไปได้ หรือเราเองอาจจะรู้สึกผิดกับอดีตไม่กล้าสู้หน้าเขาหรือเธอคนนั้น จนกลายเป็นคำว่า เธอดีเกินไป หรือเธอไม่คู่ควรกับฉัน เพราะเธอมันช่ำชอง ไม่น่าไว้วางใจ ฯลฯ 10. สร้างความร้าวฉานในชีวิตคู่ เรื่อง ราวในอดีตไม่สามารถลบมันได้ แม้เราจะพยายามลืมไปเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อคู่ชีวิตล่วงรู้อดีตกาลของเราย่อมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ชีวิตคู่จะมีความสุขได้อย่างไร แก้วเริ่มร้าวไม่นานก็แตก และไม่อาจประกอบได้ดั่งเดิม ท้ายนี้ เด็กๆผู้หญิงคนไหนที่คิดว่าการมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องธรรมดา ก็ลองกลับมาทบทวนกันใหม่นะคะ เพราะเชื่อว่าบางคนเห็นร่างกายและอวัยวะของตัวเองเป็นเพียงสิ่งของที่ไม่จำ เป็นต้องสงวนไว้อย่างที่ผู้ใหญ่มักจะพูดกันอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆแล้ว การที่ผู้ใหญ่คอยเตือน ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือครูเองคอยสอนนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ ทุกคนต้องการให้เด็กผู้หญิงเคารพและรักตนเอง ขณะ ที่พ่อแม่เองก็ควรเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย อย่าให้ลูกเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศสัมพันธ์ ขณะเดียวกันก็ควรเปิดโอกาสและให้เวลาพูดคุยกับลูกบ้าง อีกทั้งควรให้เขาได้ใกล้ชิดศาสนาเป็นระยะ เพราะหลักการสอนของแต่ละศาสนาต่างมุ่งเน้นให้ทุกคนทำดี คิดดี และมีจิตที่บริสุทธิ์ หากลูกรู้จักบาป บุญ คุณ โทษ และเวรกรรม ในสิ่งที่ทำ แน่นอนว่า 10 สิ่งร้ายๆ ข้างต้นจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน และลูกสาวก็จะไม่ถูกเปรียบเปรยให้เป็นส้วมอีกต่อไป ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก www.bearber.com |
![]()
มีคุณพ่อคุณแม่หลายๆคนที่มักจะมาบ่นให้ผู้เขียนฟังเป็นประจำว่า รู้สึกหนักอกหนักใจไม่น้อย ที่มองดูแล้วรู้สึกว่าลูกถูกจัดอยู่ในจำพวกที่เรียกว่า “เด็กไม่เอาไหน” จริง ๆ แล้วความไม่เอาไหนหรือความไม่ได้เรื่องมีอยู่ในตัวของคนทุกคน แล้วแต่ว่าคน ๆ นั้นจะไม่เอาไหนในเรื่องใดบ้าง เพราะความเป็นจริงแล้วไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง แต่ มิใช่ว่าเมื่อความเป็นจริงเป็นเช่นนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่จะปล่อยปละละเลยลูก ๆ ไป แต่ควรจะมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยปรับปรุง แก้ไขสิ่งบกพร่องเหล่านี้ให้กับลูกๆของเราเพื่ออนาคตที่ดีของเขาได้ 1. ขี้เกียจเรียน/อ่านหนังสือ เป็นธรรมดาที่เด็กเห็นตำราเรียนหนา ๆ ตัวหนังสือเยอะ ๆ แล้วมักจะรู้สึกง่วงหรือไม่ก็ขยาด แต่ในแบบฝึกหัดหรือแนวข้อสอบมักจะมีสรุปเนื้อหาที่ไม่มากเกินไปนักให้อ่าน ก่อนทำแบบทดสอบ คุณพ่อคุณแม่อาจจะให้ลูกลองทำแบบทดสอบด้วยดินสอดูก่อนให้เขาอ่านเนื้อหา เพื่อดูว่าลูกได้คะแนนเท่าไร ซึ่งหากมีข้อผิดยังไม่ต้องเฉลยข้อที่ถูก เสร็จแล้วค่อยให้ลูกอ่านเนื้อหาแล้วกลับมาทำข้อสอบเดิมที่ลูกลบคำตอบไปแล้ว แล้วดูอีกทีว่าเขาทำถูกมากขึ้นหรือไม่ เทคนิค นี้เด็กจะรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกม เขาจะสนุกที่ต้องทำคะแนนให้ได้มากขึ้น ๆ และจะเกิดความรู้สึกภูมิใจที่สามารถพิชิตโจทย์ได้ เทคนิคนี้จะช่วยให้ลูกค่อย ๆ คุ้นเคยกับการอ่านหนังสือและทำให้เขารู้สึกว่าการเรียนไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ ในที่สุด เคยหรือไม่ที่บางทีคุณพ่อคุณแม่เรียกให้ลูกช่วยเก็บกวาดบ้าน ให้ช่วยรดน้ำต้นไม้แล้วมักจะมีเสียงเล็กๆของลูกเราโอดครวญกลับมาเสมอ สำหรับเด็กๆแล้วมักคิดว่าการทำงานเป็นเรื่องที่สุดแสนจะเหน็ดเหนื่อยและ รบกวนเวลาอันมีค่าในการดูการ์ตูนหรือเล่นเกมเสมอ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหาเทคนิคให้เด็กรู้จักที่จะทำงานเล็กๆน้อยๆด้วยตัวของ เขาเองได้ เพราะเราคงไม่อยากให้ใครมาว่าลูกเราว่าเป็นพวกหยิบจับอะไรไม่เป็น เทคนิคง่าย ๆ คือให้เขาได้ลองฝึกทำในสิ่งที่เหมาะสมกับวัยเขา แม้เขาทำได้ไม่สมบูรณ์แบบก็ไม่เป็นไร เช่นถ้าเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็ให้เขาลองสวมใส่เสื้อผ้าด้วยตัวเอง หากเขาติดกระดุมผิดบ้างก็ไม่เป็นไร ให้เขาตักทานอาหารด้วยตัวเองถึงข้าวหกเลอะเทอะบ้างก็ไม่เป็นไร หรือวานให้เขาช่วยหยิบของสิ่งนั้นสิ่งนี้ส่งมาให้เรา แม้เขาจะหยิบของผิดอย่างมาให้บ้างก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อเขาทำได้ดีต้องชมเชยแต่อย่าถึงขนาดยกยอปอปั้นให้มาก และที่สำคัญที่สุดคืออย่าติเตียนหากเขาทำผิดพลาด หากต้องให้กำลังใจติชมด้วยความอ่อนโยน หากลูกโตขึ้นมาหน่อยอาจฝึกให้เขาลองช่วยงานที่ซับซ้อนขึ้น เช่นเวลาคุณแม่ทำกับข้าวให้ลูกช่วยจัดเตรียมเครื่องประกอบอาหาร ช่วยล้างผัก ช่วยชิมรสชาติ ช่วยเตรียมจาน หรือช่วยทำอาหารง่าย ๆ เช่นเจียวไข่ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ละเลยความปลอดภัยของลูกด้วย หรือให้เขาช่วยรดน้ำต้นไม้หรือช่วยปลูกต้นไม้ต้นเล็ก ๆ กิจกรรมนี้นอกจากสนุกๆแล้วคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถแทรกความรู้เรื่องต้นไม้และ สร้างจิตสำนึกในความรักธรรมชาติให้ลูกได้ด้วย การ ฝึกให้เขาได้ทำงานเป็น นอกจากจะสร้างความภูมิใจให้ลูกรู้สึกว่าเขาเก่งที่ทำได้แล้ว ยังเป็นการสอนให้ลูกได้รู้จักช่วยเหลือตัวเองแล้วยังสอนให้เขาได้รู้จักการ ช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย |
||||
3. ไม่กล้าแสดงออก เด็กที่ไม่กล้าแสดงออกมักถูกมองว่าเป็นเด็กไม่เก่ง ไม่ได้เรื่อง ไม่น่ารักน่าเอ็นดู เช่นครูให้ออกไปพูดหน้าห้องก็ไม่กล้าออกไป ผู้เขียนรู้จักเด็กบางคนที่ไม่กล้าแม้แต่ไหว้ผู้ใหญ่เพราะไม่รู้จะต้องทำตัว หรือทำหน้าอย่างไร แต่ผู้ใหญ่มักจะรู้สึกว่าเด็กนี่ไม่มีมารยาทไม่น่ารักเลยจึงไม่สนใจไม่อยาก ยุ่งเกี่ยวด้วย ในความเป็นจริงแล้วเด็กประเภทนี้เป็นเด็กที่ผู้ใหญ่อย่างเราควรให้ความเห็น ใจเขามากๆ และคุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยลูกมากๆด้วย เทคนิคที่ดีคือ พา ลูกไปพบปะผู้คนบ่อย ๆ เช่นเวลาคุณพ่อคุณแม่เจอเพื่อนหรือคนรู้จักให้พาลูกไปสวัสดีแนะนำตัว อาจให้ลูกอยู่กับเราในวงสนทนาได้เพราะเป็นปกติที่เวลาผู้ใหญ่คุยไปสักพักก็ มักจะหยุดทักทายถามไถ่เรื่องราวเกี่ยวกับเด็ก ๆ เสมอ สิ่งนี้จะทำให้ลูกคุ้นชินกับการโต้ตอบกับผู้อื่น ยิ่งเป็นการโต้ตอบกับผู้ใหญ่ด้วยแล้วจะช่วยฝึกให้เขารู้จักการวางตัวที่ เหมาะสมได้ด้วย นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามให้เขาได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนฝูงในวัย เดียวกันโดยอาจพาเขาไปเข้าค่ายตอนปิดเทอมหรือไปเข้าร่วมกิจกรรมตามสถานที่ ต่าง ๆ ในวันหยุด ก็จะทำให้ลูกได้รู้จักปรับตัวกับผู้อื่นซึ่งจะช่วยทำให้เขากล้าแสดงออกมาก ขึ้น ผู้ คนมักคิดว่าคนที่ร้องเพลงเพราะ คนที่เต้นเก่ง คนที่วาดรูปสวย คนที่แข่งกีฬาชนะ คนที่เก่งในเรื่องตัวเลข คนที่พูดได้หลายภาษา คนที่ทำอาหารอร่อย เป็นคนที่มีความสามารถเหนือคนอื่น ในความเป็นจริงคือคนเหล่านี้เป็นคนเก่งจริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆ จะไม่เก่งหรือใครที่ทำแบบนี้ไม่ได้จะเป็นคนไม่เอาไหน เพราะจริง ๆ แล้วคนทุกคนมีความสามารถพิเศษหรือมีความถนัดในเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่แตก ต่างกันไป อยู่ที่ว่าจะค้นพบความสามารถหรือความถนัดนั้นแล้วหรือยังต่างหาก ยิ่งในเด็กแล้วการค้นพบความสามารถอาจยังไม่ได้ปรากฏเป็นที่เด่นชัด เพราะบางคนอาจมาปรากฏเมื่อตอนโตก็ได้ หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ก็คือช่วยลูกให้ค้นพบความสามารถที่เขามีอยู่และส่ง เสริมเขา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือถึงแม้เขาจะทำอะไรไม่ได้เลย เช่นคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ ก็ไม่ต้องบังคับเขา ขอแค่สอนให้เขาเป็นคนดีไม่ก่อความเดือดร้อนให้สังคมแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว |