Category Archives for สุขภาพ

การขับถ่ายทุกเช้า สามารถลดกลิ่นกายได้

ใครทราบบ้างว่า การขับถ่ายทุกเช้า สามารถลดกลิ่นกายได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน…


กลิ่น กายเกิดจากการปรับฮอร์โมนเพศในร่างกาย โดยเริ่มเปลี่ยนจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น เช่นเดียวกับการมีประจำเดือนของเด็กผู้หญิง หรือเสียงแตกของเด็กผู้ชาย และการที่เด็ก ๆ มักไม่ค่อยได้กลิ่นตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะว่าประสาทรับรู้กลิ่นนั้นอ่อนล้าง่าย ไม่ว่าจะหอมหรือเหม็น เมื่อดมนานเข้าก็จะไม่รับรู้กลิ่นเดิม กลิ่นตัวจึงมีลักษณะดมติดเป็นนิสัย คนอื่นรู้สึก แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึก

ช่วงเวลาตี 5-7 โมงเช้า เป็นเวลาทำงานของลำไส้ใหญ่ ถ้า ใครยังไม่ขับถ่าย ปล่อยปละจนเวลาเลยมาถึงช่วง 9 โมง เช้า ซึ่งเป็นเวลาของกระเพาะอาหาร แล้วไม่ยอมกินข้าวเช้าอีก ของเสียจากลำไส้ใหญ่ที่ไม่ขับถ่ายออกจะถูกบีบตัวผ่านลำไส้เล็กกลับมาถูกดูด ซึมที่กระเพาะอาหารอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งอุจจาระเก่า จะมีแก๊สที่เสียแล้วเกิดจากการบูดเน่าโดยอุณหภูมิของร่างกายที่มีความร้อน 37 องศาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด

ผลที่ตามมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงถึงบ่าย อาจรู้สึกง่วงนอนเพราะเลือดที่ไม่สะอาดเมื่อไหลไปเลี้ยงหัวใจก็จะทำให้อ่อน ล้าไม่สดชื่น นอกจากนี้การที่เลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับของเสียออกทางผิวหนังและลมหายใจทำให้เกิดกลิ่นตัว กลิ่นปากโดยไม่รู้ตัว

การที่ไม่ค่อยขับถ่าย ตอนเช้าหลายวัน บางครั้งอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและเกิดอาการท้องอืดได้ ที่น่ากลัว ใครที่ละเลยการขับถ่ายในช่วงเช้าเป็นเวลาหลาย ๆ ปี เมื่อแก่ตัวความจำก็จะเสื่อมเร็วกว่าปกติอีกด้วย

วิธีแก้ คือ ใครที่ไม่ค่อยถ่ายในช่วงเช้า ให้กินข้าวเช้าทุกวันระหว่างเวลา 07.00-09.00 น. แต่ถ้ากินข้าวเช้าแล้วยังไม่ค่อยขับถ่าย ก็ให้กินขมิ้นชันเป็นประจำเพื่อบริหารลำไส้ใหญ่ไปในตัว

รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมขับถ่ายให้เป็นเวลา จะได้มีสุขภาพที่ดี…

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)

ร่างกายอ่อนแอระวัง “หัวฝักบัว” แหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียก่อโรคปอด

นักวิจัยสหรัฐฯ สำรวจตัวอย่างหัวฝักบัว พบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในปอด อันตรายต่อผู้มีพันธุกรรมและภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่วนผู้มีร่างกายแข็งแรงไม่ต้องกังวล

นักวิจัยมหาวิทยาลัยโคโลราโด (University of Colorado) สหรัฐฯ ซึ่งนำโดย นอร์แมน อาร์ เพซ (Norman R. Pace) ได้ทดสอบ ฝักบัว 45 ตัวอย่าง จาก 5 มลรัฐในสหรัฐฯ แล้วพบว่าฟักบัวเหล่านั้นอาจเป็นแหล่งซุกซ่อนแบคทีเรีย ที่จะไหลตามสายน้ำลงมาสู่ใบหน้าและร่างกายเราได้

สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลมากนัก ยกเว้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ เอดส์ และผู้บำบัดมะเร็ง หรือผู้ที่เพิ่งปลูกถ่ายอวัยวะ โดยงานวิจัยชิ้นนี้ ตีพิมพ์ในวารสารโพรซีดิงส์ออฟเดอะเนชันนัลอคาเดมีออฟไซน์ (Proceedings of the National Academy of Sciences)

ทั้งนี้ แบคทีเรียเจ้าปัญหาดังกล่าวคือ มายโคแบคเทอเรียมเอเวียม (Mycobacterium avium) หรือเอ็มเอวียม (M. avium) ซึ่งนำไปสู่โรคปอดในบางคน โดยเอพีระบุข้อมูลจากเพซว่า จากการศึกษาของเนชันนัลยิวอิชฮอสพิทัล (National Jewish Hospital) ในเดนเวอร์ ชี้ว่าจำนวนผู้ป่วยในสหรัฐฯ ซึ่งติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ที่ปอดช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมานั้น สัมพันธ์กับผู้คนที่ชอบอาบน้ำฝักบัวมากกว่าอาบน้ำในอ่าง โดยอาการติดเชื้อมีทั้งอาการเหนื่อย ไอแห้ง หายใจลำบากเรื้อรัง

ทีม วิจัยแนะนำวิธีหลีกเลี่ยงจากแบคทีเรียเหล่านี้ ด้วยการใช้ฝักบัวโลหะ เนื่องจากจุลินทรีย์เติบโตในวัสดุประเภทนี้ได้ยาก อีกทั้งฝักบัวเอง ยังเต็มไปซอกหลืบที่ยากต่อการทำความสะอาด และแบคทีเรียจะกลับมาใหม่ แม้จะใช้น้ำยาขัดล้างแล้วก็ตาม

ด้าน ลอรา เค บวมการ์ทเนอร์ (Laura K. Baumgartner) ผู้ร่วมมิจัยกล่าวเสริมว่า การอาบน้ำในอ่างนั้น จะกระจายเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว สู่อากาศได้มากเท่ากับการอาบน้ำด้วยฝักบัว ซึ่งกระจายเชื้อจุลินทรีย์ให้อยู่ในรูปละอองฝอยที่ง่ายต่อการสูดหายใจเข้า ปอด ร่างกายไม่แข็งแรงและรู้สึกแย่

ตัวอย่างฝักบัวที่ทีมวิจัยสุ่มสำรวจนั้นมาจากอาคารบ้านพัก อพาร์ทเม็นท์ และสถานที่สาธารณะในนิวยอร์ก อิลลินอยส์ โคโลราโด เทนเนสซี และนอร์ธดาโกตา โดยพวกเขาได้เก็บตัวอย่างน้ำที่ไหลออกจากฝักบัว จากนั้นแยกหัวฝักบัวออก แล้วทำความสะอาดอุปกรณ์ภายใน

จากนั้นเก็บตัวอย่างน้ำที่ไหลผ่านท่อโดยไม่มีฝักบัว และจากการศึกษาดีเอ็นเอของตัวอย่าง ทีมวิจัยสามารถจำแนกได้ว่ามีแบคทีเรียชนิดใดอยู่ และยังพบว่าแบคทีเรียมีแนวโน้มที่จะสะสมอยู่ในหัวฝักบัวมากกว่าบริเวณอื่น

อย่างไรก็ดีตัวอย่างน้ำส่วนใหญ่ที่สำรวจนั้น มาจากระบบน้ำในเขตปกครองของเมืองใหญ่ๆ อย่างนครนิวยอร์กและเดนเวอร์ แต่ทีมวิจัยก็ยังศึกษาตัวอย่างจากบ้านในชนบท ซึ่งได้รับจ่ายน้ำจากแหล่งน้ำส่วนตัว พบว่าไม่มีแบคทีเรียเอ็มเอเวียมอยู่ในหัวฝักบัว แต่พบแบคทีเรียชนิดอื่นอยู่แทน

ในการศึกษาอื่นๆ ก่อนหน้านี้ทีมวิจัยของเพซยังพบแบคทีเรียเอ็มเอเวียมในผ้าม่านพลาสติกไวนีล ในห้องน้ำ และบนผิวน้ำของสระบำบัดร้อน และยังมีการศึกษาอื่นๆ อาทิ การวิเคราะห์อากาศในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินของนิวยอร์ก ห้องโถงในโรงพยาบาล อาคารสำนักงานและสถานสงเคราะห์คนไร้บ้าน โดยรับทุนวิจัยจากมูลนิธิอัลเฟรด พี สโลน (Alfred P. Sloan Foundation) และสถาบันเพื่อความปลอดภัยในการทำงานและสุขภาพของสหรัฐฯ (National Institute of Occupational Safety and Health)

ด้าน โจเซฟ โอ ฟอลคินแฮม (Joseph O. Falkinham) นักจุลชีววิทยาจากเวอร์จิเนียเทค (Virginia Tech) ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยนี้ ยินดีกับการค้นพบนี้ และกล่าวว่าแบคทีเรียเอ็มเอเวียมก่อให้เกิดอันตรายได้เพราะการอาบน้ำฟักบัว นั้นแบคทีเรียจะถุกทำให้ฟุ้งกระจายในอากาศซึ่งเราสามารถสูดเข้าปอดได้

ฟอลคินแฮมยังเพิ่มเติมว่า โดยตัวแบคทีเรียเอ็มเอเวียมนั้นไม่ก่อให้เกิดโรค แต่สำหรับผู้ที่มียีนก่อโรค “ซิสติกไฟโบรซิส” (cystic fibrosis) หรือ “ซีเอฟ” ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดโรคที่ปอดและทางเดินอาหารนั้น จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโรคจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ไปตามอายุที่มาก ขึ้น.

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)

ไส้ติ่งมีไว้ทำอะไร

ไส้ติ่ง คือส่วนของลำไส้ใหญ่ที่ยื่นออกมาเป็นติ่งอยู่ตรงบริเวณด้านขวาล่าง มีขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ยาวตั้งแต่ 2-20 เซนติเมตร มีรูติดต่อกับลำไส้ใหญ่ แต่เดิมนั้นเรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าไส้ติ่งทำหน้าที่อะไร มีประโยชน์หรือไม่ หลายคนคิดว่าไส้ติ่งเป็นส่วนเกินของร่างกาย เมื่อมีเหตุให้ต้องผ่าตัดช่องท้อง จึงผ่าไส้ติ่งทิ้งไปด้วย เพราะเกรงว่าไส้ติ่งจะสร้างปัญหาหากกลายเป็นไส้ติ่งอักเสบขึ้นมา แต่มีงานวิจัยที่ค้นพบว่าไส้ติ่งนั้นมีประโยชน์ค่ะ

ไส้ติ่งมีไว้ทำอะไร
นัก วิทยาศาสตร์อเมริกันจากมหาวิทยาลัย Duke ค้นพบว่าไส้ติ่งมีหน้าที่สร้างและปกป้องเชื้อจุลินทรีย์ในช่องท้องของคนเรา จุลินทรีย์ที่ว่านี้ช่วยในระบบการย่อยอาหาร นอกจากนี้ไส้ติ่งยังทำหน้าที่กระตุ้นระบบย่อยอาหารให้กลับมาทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพ ในกรณีที่ถูกเชื้อโรคอหิวาต์หรือเชื้อโรคบิดเล่นงาน

ศาสตราจารย์ Bill Parker แห่งมหาวิทยาลัย Duke อธิบายว่า ไส้ติ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนที่หลบภัยและโรงงานผลิตแบคทีเรียที่มีประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของไส้ติ่งจะลดน้อยลงมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากมีโอกาสเกิดโรคอหิวาต์หรือโรคบิดน้อยมาก แต่สำหรับในประเทศด้อยพัฒนา ไส้ติ่งยังคงมีประโยชน์กับประชากรในประเทศเหล่านั้นอยู่ รายงานบอกด้วยว่าในประเทศด้อยพัฒนานั้นมีอัตราการเกิดโรคไส้ติ่งอักเสบน้อย มากเมื่อเทียบกับในสหรัฐ
ทฤษฎีเรื่องประโยชน์ของไส้ติ่งนี้บันทึกไว้ในเว็บไซต์ของนิตยสาร Scientific นักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยครั้งนี้หลายคนแสดงความเห็นว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับไส้ติ่งนี้มีความเป็นไปได้ และเป็นงานวิจัยที่อธิบายหน้าที่ของไส้ติ่งได้อย่างมีเหตุมีผลมากที่สุด

อย่าง ไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าแม้ไส้ติ่งจะมีประโยชน์ แต่เมื่อติดเชื้อจนมีอาการไส้ติ่งอักเสบ ก็จำเป็นต้องผ่าตัดออก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจถึงแก่ชีวิตได้ ทั้งนี้ ในแต่ละปีมีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 300-400 คน

ไส้ติ่งอักเสบ

รู้จักหน้าที่ของไส้ติ่งกันแล้ว มารู้จักโรคไส้ติ่งอักเสบกันบ้างค่ะ
ไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคปวดท้องแบบเฉียบพลันที่พบมากที่สุด มักพบในวัยหนุ่มสาวอายุไม่เกิน 30 ปี สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง

สาเหตุของไส้ติ่งอักเสบ
เกิด จากการอุดตันของไส้ติ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องเกิดจากเม็ดฝรั่งตามความเชื่อแต่โบราณ ส่วนใหญ่พบว่าเกิดจากเศษอุจจาระที่แข็งตัว มีบ้างที่เกิดจากสิ่งแปลกปลอม พยาธิ หรือก้อนเนื้องอก ทำให้ไส้ติ่งเกิดการอุดตัน และติดเชื้ออักเสบขึ้น

อาการของไส้ติ่งอักเสบ
โดยทั่วไปจะมีอาการปวดท้อง บอกตำแหน่งแน่นอนไม่ได้ อาจปวดรอบสะดือก่อน อาจปวดเป็นพักๆ หรือตลอดเวลาก็ได้ แต่โดยทั่วไปมักปวดตลอดเวลา หลังจากนั้นอาการปวดจะเริ่มย้ายไปที่ท้องน้อยด้านขวา และปวดตลอดเวลาเช่นกัน อาจมีไข้ต่ำๆ มักไม่เกิน 38.5 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการไม่เหมือนดังที่กล่าวมา ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของไส้ติ่ง เช่น อาจปวดท้องด้านขวาบนหรือตรงกลางก็ได้ถ้าปลายของไส้ติ่งยาวไปถึงบริเวณนั้น

นอกจากนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการเบื่ออาหาร กินข้าวไม่ลง บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หากยังไม่ได้รับการรักษา อาการอาจเพิ่มมากขึ้น ไข้อาจสูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส อาจมีอาการปวดมากทั้งด้านซ้ายและขวา กดเจ็บบริเวณที่ปวด และปวดมากเวลาเคลื่อนไหวจนต้องนอนนิ่งๆ ซึ่งนั่นหมายถึงไส้ติ่งเริ่มติดเชื้อรุนแรง เน่า และแตก หรือกลายเป็นฝี โดยทั่วไประยะเวลาตั้งแต่เริ่มปวดจนไส้ติ่งแตก มักไม่เกิน 3 วัน

การรักษาไส้ติ่งอักเสบ
โรคไส้ติ่งอักเสบ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ไส้ติ่งกลายเป็นฝีในท้องต้องผ่าตัดออก หรือไส้ติ่งแตกมีหนองออกมาภายในช่องท้อง ทำให้เสียชีวิตได้
การรักษาไส้ติ่งอักเสบไม่ว่าไส้ติ่งจะแตกหรือไม่ทำได้โดยการผ่าตัด ในรายที่ไส้ติ่งแตก แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

อาการปวดท้องในระยะแรกไม่ว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบหรือโรคอื่นๆ ก็ตาม จะแยกโรคได้ยาก ต้องใช้การสังเกตอาการ ดังนั้น ใน กรณีที่เริ่มปวดท้องโดยที่ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร อย่าเพิ่งกินยาแก้ปวด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน เพราะการกินยาแก้ปวดจะทำให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรคลำบาก เนื่องจากยาจะบดบังอาการปวด โดยเฉพาะหากปวดท้องมากติดต่อกันนานกว่า 6 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะส่วนใหญ่แล้วถ้าไม่เป็นไส้ติ่งอักเสบ ก็มักเป็นอาการร้ายแรงอื่นๆ เสมอ

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)

เตือนนอนวันละมากกว่า8ชั่วโมง เสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์เพิ่มเป็นเท่าตัว

เดลิเมล์ – อันตราย! ผลวิจัยระบุคนที่นอนเกินวันละ 8 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นพวกนอนจนตะวันสายโด่ง หรือพวกที่แอบหลับตอนบ่าย มีแนวโน้มเพิ่มเท่าตัวที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์

แม้เหตุผลในเรื่องนี้ยังไร้ซึ่งความชัดเจน แต่อาจเป็นไปได้ว่าการนอนมากเกินไปเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคสมองเสื่อมแบบอื่นๆ นอกจากนั้น ยังเป็นสัญญาณของอาการซึมเศร้า ซึ่งรู้กันว่าเพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมในผู้สูงวัย

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงเรียกร้องให้แพทย์ค้นหาพฤติกรรมการนอนนานผิดปกติ เพื่อเตือนถึงความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์

งานวิจัยล่าสุดนี้จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมาดริด สเปน โดยการศึกษาชาย-หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 3,286 คน

กลุ่มตัวอย่างแต่ละคนจะถูกสอบถามประวัติสุขภาพและรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น นอนเฉลี่ยวันละกี่ชั่วโมง โดยครอบคลุมการงีบหลับตอนกลางวันด้วย

จากนั้น นักวิจัยจะติดตามผลกลุ่มตัวอย่างนานกว่าสามปี ซึ่งปรากฏว่าในระหว่างนั้นมี 140 คนที่มีอาการอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อมรูปแบบอื่นๆ

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่นอนวันละเกิน 8-9 ชั่วโมง มีแนวโน้มเป็นโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นเท่าตัว

ในรายงานที่อยู่ในวารสารยูโรเปียน เจอร์นัล ออฟ นิวโรโลจี้ นักวิจัยระบุว่าได้ค้นพบความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างการนอนนานๆ กับโรคสมองเสื่อม

“การนอนนานๆ อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคนี้ หรืออาจทำให้ความเสี่ยงโรคนี้เพิ่มขึ้น แต่กลไกของความเชื่อมโยงนี้ยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้”

ดร.ซูซานน์ ซอเรนเซน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของอัลไซเมอร์ โซไซตี้ แสดงความเห็นว่า รายงานฉบับนี้สะท้อนว่าการนอนนานกว่าปกติและความรู้สึกง่วงเหงาซึมเซา ระหว่างวัน อาจเชื่อมโยงกับการเป็นโรคสมองเสื่อมภายในสามปี

“ไม่มีความเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมที่บ่งชี้ว่าการนอนนานกว่าปกติเป็น ปัจจัยเสี่ยงโดยตรงของโรคสมองเสื่อม แต่อาจเป็นเพียงสัญญาณเบื้องต้นของอาการที่ยังตรวจไม่พบเท่านั้น เนื่องจากขณะนี้มีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างเป็นทางการ ดังนั้น จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันงานศึกษา
ล่าสุดนี้”

อัลไซเมอร์นั้นเป็นตัวทำลายสารสื่อสารในสมอง โดยเริ่มต้นจากการที่ตะกอนพิษสะสมในสมอง และขัดขวางระบบการสื่อสารปกติโดยทำให้เกิดการอักเสบ

แม้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่นักวิจัยแนะนำให้ลับสมองเป็นประจำ เช่น โดยการเล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ เล่นไพ่ อ่าน-เขียนหนังสือ นอกจากนั้น ผลวิจัยที่เปิดเผยออกมาเมื่อต้นสัปดาห์ยังพบว่า การออกกำลังกายเป็นประจำและกินอาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ น้ำมันปลา และถั่ว ช่วยลด
ความเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้ถึง 80%

ขณะเดียวกัน การศึกษาที่ออกมาเมื่อต้นปี พบว่าการนอนมากเกินไปมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคเบาหวานประเภทสอง โดยการนอนหลับหลังอาหารกลางวันเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยง 26% ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวไปขัดขวางการรักษาสมดุลฮอร์โมนในร่าง กาย

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 1.0/5 (1 vote cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)