
อาการเครียดเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แม้แต่กับเด็กเล็กๆ เมื่อเด็กมีอาการเครียด เรา จะสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่แสดงออก โดยเด็กอาจเริ่มเปลี่ยนลักษณะ นิสัยการกิน เนื่องมาจากผลกระทบด้านจิตใจ ทำให้ส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกาย เช่น ไม่ยอมทานอาหารหรือทานอาหารมากเกินไป เป็นไข้ ไม่สบาย อาเจียน ปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ ละเมอ ทางด้านอารมณ์ เด็กจะมีอารมณ์ที่แปรปรวน เช่น โกรธง่าย เก็บตัว ซึมเศร้า ซุกซนเกินเหตุ เก็บกด วิตกกังวล ทางด้านสังคม เด็ก ก้าวร้าว ทำร้ายคนอื่น ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ยาก ไม่อยากไปโรงเรียน
สาเหตุของความเครียดในเด็ก
พ่อแม่หย่าร้าง หรือการแต่งงานใหม่ของพ่อแม่
การจากไปของผู้เป็นที่รัก
การทะเลาะกันของพ่อแม่
การไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ และครู
การเรียนแบบเร่งเรียนเกินไป
การย้ายถิ่นฐาน ต้องปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ โรงเรียนใหม่ เพื่อนบ้านใหม่ เป็นต้น
คุณครูดุ ทำโทษ
เพื่อนแกล้ง เพื่อนไม่คบ
กลัวว่าคนอื่นจะไม่สนใจ
ภาวะการเงินของครอบครัวไม่มั่นคง
ความเครียดจากพ่อแม่
การอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่การแข่งขัน และเปรียบเทียบกันตลอดเวลา
วิธีการลดความเครียด
ทำให้ลูกมั่นใจว่าคุณพ่อ คุณแม่เป็นหลักยึดที่มั่นคงและอบอุ่นของลูก ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้ จะสามารถวิ่งเข้ามาไปหาอ้อมกอดที่อบอุ่นของคุณพ่อ คุณแม่ได้เสมอ
สนิทสนมกับลูกและพูดคุยกับลูกได้ทุกเรื่อง
จัดเวลาเล่นสนุกสนานกับลูกทุกวัน วันละ 10-15 นาที จะช่วยลูกผ่อนคลายความเครียดได้
ชวนการออกกำลังกาย การเคลื่อนไหวร่างกาย จะช่วยลดความเครียดได้ เช่นกัน
หากลูกมีความเครียดที่มากเกินกว่าปกติ เช่น นอนไม่หลับ กลัวคนอื่น หรือมีอาการนานเกินไป ควรปรึกษาจิตแพทย์
เทคนิคการลดความเครียดในเด็กแต่ละวัย
เด็กในวัย1-3ขวบ กอดลูก อุ้มลูกแล้วพาร้องเพลงการเคลื่อนไหวตามจังหวะดนตรี
เด็กในวัย4-5 ขวบ การลดความเครียดที่ดี คือการให้เด็กใช้จินตนาการ เช่น การแสดงบทบาทสมมติ หรือการให้เด็กได้ระบายอารมณ์กับเพื่อนในจินตนาการ เช่น ตุ๊กตา เพราะเด็กในวัยนี้ ชอบแสดงออกถึงความกลัวที่อยู่ภายในผ่านทางจินตนาการ เพื่อพัฒนาในเรื่องการแก้ปัญหาในชีวิตจริง
เด็กในวัย 5-6ขวบ วิธีที่ดีในการลดความเครียดของเด็กในวัยนี้คือการรับฟังและทำตัวสนิทสนมกับลูก พาลูกไปเที่ยว เล่าเรื่องตลกขบขันให้ลูกฟัง
เด็กในวัย6-12 ปี วิธีที่ช่วยลดความเครียดของเด็กในวัยนี้ได้ดีก็คือ การเปิดใจให้เด็กระบายและพูดคุยถึงปัญหาที่ทำให้เด็กเครียดและวิตกกังวล เพื่อที่คุณพ่อคุณแม่จะได้หาวิธีช่วยเหลือลูกได้ถูกวิธี
แต่ คุณพ่อ คุณแม่จำไว้ว่าวิธีการลดความเครียดที่ดีที่สุดให้กับลูกๆของเรานั้น ก็คือการที่คุณพ่อคุณแม่ใกล้ชิด ใส่ใจ เข้าใจ อีกทั้งสัมผัสและพูดคุยกับลูกด้วยความรักและความอบอุ่น ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนยาขนานเอกที่ช่วยลดความเครียดให้กับลูกๆของเราได้ดีที่ สุดค่ะ
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 2.5/5 (4 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
ปากหวานคืออาการของคนพูดจาไพเราะ ฟังเพราะเสนาะโสต แต่ถ้าหากเกิดอาการปากแห้งขึ้นมา ขอบอกให้คุณทราบก่อนเลยว่า ไม่เกี่ยวกับปากหวานเป็นแน่ แล้วปากแห้งเกิดจากอะไรล่ะ?

ปาก หวานคืออาการของคนพูดจาไพเราะ ฟังเพราะเสนาะโสต แต่ถ้าหากเกิดอาการปากแห้งขึ้นมา ขอบอกให้คุณทราบก่อนเลยว่า ไม่เกี่ยวกับปากหวานเป็นแน่ แล้วปากแห้งเกิดจากอะไรล่ะ?
อาการปากแห้ง นั้นเกิดจากการดื่มน้ำน้อย ความเครียด การพูดเป็นเวลานานๆ การรับประทานยารักษาโรคบางชนิด หรือการรับรังสีเพื่อการรักษาโรค
เมื่อ คุณมีอาการริมฝีปากแห้งต้องรีบรักษา เพราะปากมีไว้เจรจาเป็นอวัยวะที่มีเสน่ห์สร้างความประทับใจ หากปล่อยทิ้งไว้ให้อาการรุนแรงจนริมฝีปากแห้งแตกลอกเป็นขุย หนักเข้าจนปากเริ่มเจ่อบวมแดง นอกจากจะก่อให้เกิดอาการเจ็บแสบในยามที่คุณแย้มยิ้ม หรือในขณะรับประทานอาหารรสชาติร้อนแรงแล้วนั้น ยังเป็นตัวการสำคัญที่จะทำลายบุคลิกภาพของคุณโดยไม่รู้ตัวเพราะในคนที่มี อาการริมฝีปากแห้งจนเป็นคราบขาว ปากแห้งมากจนน้ำลายเหนียว เจ้าเชื้อโรคตัวร้ายในช่องปากจะเติบโตเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดกลิ่นปากตามมาได้ (แล้วอย่างนี้ใครล่ะจะกล้าจุมพิต)
เมื่อปากแห้งแตกเป็นขุย…รักษาได้อย่างไร?
สิ่ง สำคัญที่สุดคือคุณควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ หรือจิบน้ำอุ่นๆ บ่อยๆ จะเป็นการดี หากปากแห้งมากจนลอกเป็นขุย ให้ใช้น้ำอุ่น ผสมเกลือป่นเล็กน้อย แล้วใช้สำลีหรือทิชชูชุบน้ำอุ่นผสมเกลือป่นให้เปียกพอหมาดๆ แล้วใช้ปากคาบทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที หรือเช็ดไล้เบาๆ ไปบนริมฝีปาก ก็จะช่วยให้ขุยต่างๆ หลุดลอกออกไปได้ หมั่นทาลิปมันที่มีส่วนผสมของสารบำรุง หรือถ้าปากแห้งมากแนะนำให้ใช้ปิโตเลี่ยมเจล (มีลักษณะเป็นเจลใสคล้ายขี้ผึ้ง) ทาบนริมฝีปากได้บ่อยครั้งตามต้องการ
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คุณพึงพอใจปฏิบัติเพื่อเรียวปากสวยยวนใจ สุขภาพดีได้ในไม่ช้าค่ะ…
ขอขอบคุณข้อมูล จาก สยามดารา
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]