Tag Archives for การรักษา

ขมิบ…คืนความสาวหลังคลอด

กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นส่วนที่มีความมหัศจรรย์ที่สุดชิ้นหนึ่งใน ร่างกายของผู้หญิง เพราะสามารถยืดขยายเพื่อเป็นทางผ่านให้ลูกน้อยออกมาลืมตาดูโลก และยังสามารถหดกลับคืนสู่สภาพเดิมภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ น่าเสียดายที่การหดกลับคืนนี้ไม่เต็ม 100% แต่ก็สามารถฟื้นคืนให้ใกล้เคียงสภาพเดิมได้ด้วยการ ‘ขมิบ’

ขมิบ ฟิต คืนความสาว

ภาระหนักหนาที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานต้องเผชิญ เริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์เชียวล่ะค่ะ เพราะพอตั้งครรภ์ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายของคุณแม่จะเพิ่มขึ้น ทำให้เส้นเอ็นรอบๆ ข้อต่อต่างๆ อ่อนนุ่มลง เพื่อเตรียมพร้อมให้กระดูกอุ้งเชิงกรานขยายตัวได้มากที่สุดเวลาคลอด ส่งผลให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนนุ่มลงและขาดความแข็งแรง และระหว่างที่ลูกเติบโตขึ้นน้ำหนัก ก็จะมากด ทับและถ่วงกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมากขึ้น ยิ่งทำให้กล้ามเนื้อนี้อ่อนแรงลงอีก

การแบกรับภาระหนักในระหว่างตั้งครรภ์ และเผชิญกับการขยายตัวอย่างมากระหว่างคลอดทำให้กล้ามเนื้อตรงนี้หย่อนยาน นอกจากนั้นยังมีพบว่า ผู้หญิงหลังคลอดทุก 1 ใน 3 คน มักมีอาการปัสสาวะเล็ด และหากกล้ามเนื้อนี้อ่อนแอมากๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการกะบังลมหย่อนเมื่ออายุมากขึ้นได้

การออกกำลังกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานด้วยการขมิบ จึงสามารถช่วยให้การฟื้นฟูหน้าที่การทำงาน และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้กลับคืนมา แก้อาการหย่อนยานของผนังช่องคลอดทางด้านหน้า ด้านกระเพาะปัสสาวะ หรือทางด้านหลัง (กระพุ้งทวารหนัก) รวมทั้งแก้ไขภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ อ้อ! ที่สำคัญการขมิบอย่างสม่ำเสมอยังช่วยให้คุณแม่กลับไปเป็นสาว ใหม่อีกครั้ง

เทคนิคขมิบแบบให้ได้ผล

การ ขมิบคือ การฝึกกระชับกล้ามเนื้อรอบๆ ปากช่องคลอด ช่องทางเดินปัสสาวะ และทวารหนัก โดยเน้นที่การหดกระชับกล้ามเนื้อรอบปากช่องคลอดเป็นหลัก คุณแม่หลังคลอดสามารถเริ่มขมิบได้ทันทีหลังจากที่ไม่รู้สึกเจ็บฝีเย็บแล้ว เริ่มต้นฝึกขมิบด้วยการทำเหมือนกลั้นปัสสาวะไว้ นับ 1-2-3-4-5 แล้วค่อยๆ คลายกล้ามเนื้อออกช้าๆ แล้วเริ่มกลั้นใหม่

ถ้าจะขมิบให้ได้ผลดีคุณแม่ควรควบคุม…
+ ความแรงของการขมิบ ให้กล้ามเนื้อบริเวณก้น ท่อปัสสาวะ และช่องคลอด การหดรัดตัวอยู่ในระดับปานกลาง โดยสามารถ ‘สั่ง’ ให้ขมิบหรือหยุดขมิบได้
+ ความนาน การขมิบแต่ละครั้งควรใช้เวลาขมิบค้างไว้ประมาณ 6-10 วินาที
+ จำนวนครั้ง ควรทำให้ได้ 6-10 ครั้งต่อชุด และฝึกอย่างน้อยวันละ 6-10 ชุด แต่จะขมิบวันละกี่ชุดก็ได้ ไม่ต่ำกว่า 100 ครั้งต่อวันยิ่งดี
+ ฝึกสม่ำเสมอ การฝึกขมิบควรทำเป็นคอร์สๆละ 1-3 เดือน ซึ่งการขมิบจะได้ผลและมีประสิทธิภาพจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ค่ะ

การ ฝึกขมิบช่องคลอดสามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ โดยไม่จำเป็นต้องไปกลัวว่าใครจะมาล่วงรู้ แถมการขมิบยังเป็นเทคนิคเรียกคืนความสาวโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน และพึ่งนวัตกรรมรีแพร์ให้เจ็บตัวอีกต่างหาก

วันนี้คุณขมิบแล้วหรือยัง !

Modern Mom’s Tip :

การกระชับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมีข้อแม้ว่า ต้องไม่ทำตอนที่ปวดปัสสาวะมากๆ นะคะ เพราะการกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ ตอนที่กระเพาะปัสสาวะเต็มจะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบได้

แม่ท้องก็ขมิบได้

กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นกล้ามเนื้อที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ การคลอด ถ้าคุณแม่ฝึกให้กล้ามเนื้อส่วนนี้มีความยืดหยุ่นดีตั้งแต่ก่อนคลอด ก็จะทำให้กล้ามเนื้อสามารถยืดขยายได้ดี ซึ่งอาจจะทำให้ระยะเวลาและความเจ็บจากการตึงตัวของกล้ามเนื้อในระหว่างคลอด ลดน้อยลงไปด้วย

อบคุณ ! ข้อมูลจากนิตยสาร Modern Mom ฉบับเดือนกรกฎาคม 2552 : www.momypedia.com
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)

การเครียดในเด็กและข้อควรระวัง

อาการเครียดเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แม้แต่กับเด็กเล็กๆ เมื่อเด็กมีอาการเครียด เรา จะสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่แสดงออก โดยเด็กอาจเริ่มเปลี่ยนลักษณะ นิสัยการกิน เนื่องมาจากผลกระทบด้านจิตใจ ทำให้ส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกาย เช่น ไม่ยอมทานอาหารหรือทานอาหารมากเกินไป เป็นไข้ ไม่สบาย อาเจียน ปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ ละเมอ ทางด้านอารมณ์ เด็กจะมีอารมณ์ที่แปรปรวน เช่น โกรธง่าย เก็บตัว ซึมเศร้า ซุกซนเกินเหตุ เก็บกด วิตกกังวล ทางด้านสังคม เด็ก ก้าวร้าว ทำร้ายคนอื่น ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ยาก ไม่อยากไปโรงเรียน

สาเหตุของความเครียดในเด็ก

พ่อแม่หย่าร้าง หรือการแต่งงานใหม่ของพ่อแม่
การจากไปของผู้เป็นที่รัก
การทะเลาะกันของพ่อแม่
การไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ และครู
การเรียนแบบเร่งเรียนเกินไป
การย้ายถิ่นฐาน ต้องปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ โรงเรียนใหม่ เพื่อนบ้านใหม่ เป็นต้น
คุณครูดุ ทำโทษ
เพื่อนแกล้ง เพื่อนไม่คบ
กลัวว่าคนอื่นจะไม่สนใจ
ภาวะการเงินของครอบครัวไม่มั่นคง
ความเครียดจากพ่อแม่
การอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่การแข่งขัน และเปรียบเทียบกันตลอดเวลา

วิธีการลดความเครียด

ทำให้ลูกมั่นใจว่าคุณพ่อ คุณแม่เป็นหลักยึดที่มั่นคงและอบอุ่นของลูก ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้ จะสามารถวิ่งเข้ามาไปหาอ้อมกอดที่อบอุ่นของคุณพ่อ คุณแม่ได้เสมอ
สนิทสนมกับลูกและพูดคุยกับลูกได้ทุกเรื่อง
จัดเวลาเล่นสนุกสนานกับลูกทุกวัน วันละ 10-15 นาที จะช่วยลูกผ่อนคลายความเครียดได้
ชวนการออกกำลังกาย การเคลื่อนไหวร่างกาย จะช่วยลดความเครียดได้ เช่นกัน
หากลูกมีความเครียดที่มากเกินกว่าปกติ เช่น นอนไม่หลับ กลัวคนอื่น หรือมีอาการนานเกินไป ควรปรึกษาจิตแพทย์

เทคนิคการลดความเครียดในเด็กแต่ละวัย

เด็กในวัย1-3ขวบ กอดลูก อุ้มลูกแล้วพาร้องเพลงการเคลื่อนไหวตามจังหวะดนตรี

เด็กในวัย4-5 ขวบ การลดความเครียดที่ดี คือการให้เด็กใช้จินตนาการ เช่น การแสดงบทบาทสมมติ หรือการให้เด็กได้ระบายอารมณ์กับเพื่อนในจินตนาการ เช่น ตุ๊กตา เพราะเด็กในวัยนี้ ชอบแสดงออกถึงความกลัวที่อยู่ภายในผ่านทางจินตนาการ เพื่อพัฒนาในเรื่องการแก้ปัญหาในชีวิตจริง

เด็กในวัย 5-6ขวบ วิธีที่ดีในการลดความเครียดของเด็กในวัยนี้คือการรับฟังและทำตัวสนิทสนมกับลูก พาลูกไปเที่ยว เล่าเรื่องตลกขบขันให้ลูกฟัง

เด็กในวัย6-12 ปี วิธีที่ช่วยลดความเครียดของเด็กในวัยนี้ได้ดีก็คือ การเปิดใจให้เด็กระบายและพูดคุยถึงปัญหาที่ทำให้เด็กเครียดและวิตกกังวล เพื่อที่คุณพ่อคุณแม่จะได้หาวิธีช่วยเหลือลูกได้ถูกวิธี

แต่ คุณพ่อ คุณแม่จำไว้ว่าวิธีการลดความเครียดที่ดีที่สุดให้กับลูกๆของเรานั้น ก็คือการที่คุณพ่อคุณแม่ใกล้ชิด ใส่ใจ เข้าใจ อีกทั้งสัมผัสและพูดคุยกับลูกด้วยความรักและความอบอุ่น ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนยาขนานเอกที่ช่วยลดความเครียดให้กับลูกๆของเราได้ดีที่ สุดค่ะ

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 2.5/5 (4 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: -1 (from 1 vote)

“กินยาพร่ำเพรื่อ” พฤติกรรมสุดเสี่ยงคนยุคใหม่

ถ้าคุณเป็นคน หนึ่งที่ เมื่อรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะคล้ายจะเป็นไข้ สิ่งที่คุณทำคือเดินไปหยิบยาแก้ปวดหัวที่มักจะมีติดบ้านอยู่เสมออย่าง “พาราเซตามอล” สองเม็ด โยนเข้าปาก แล้วดื่มน้ำตาม หรือเมื่อปวดท้อง เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ ไอ จาม เป็นหวัด คุณก็จะหยิบยาแก้โรคนั้นๆ กินเอง แล้วก็บอกตัวเองว่า คุณเป็นคนที่ดูแลร่างกายดี ไม่ปล่อยปละละเลยอาการใดๆ เมื่อผิดปกติก็หายากินแล้วละก็ คุณกำลังคิดผิดมหันต์ หนำซ้ำสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้น อาจก่อผลร้ายอย่างยิ่งต่อชีวิตคุณในระยะยาว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ “ไมเคิล แจ็กสัน” King of Pop ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นกันว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะใช้ยามากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะยาแก้ปวดที่มีข้อมูลว่า ไมเคิลใช้ถึง 3 ชนิดด้วยกัน เช่นเดียวกับบรรดานักร้องหรือไฮโซเมืองไทยที่มีรายงานว่ามีไม่น้อยที่ติดยา ประเภทที่ซื้อได้ถูกกฎหมาย อย่าง ยาแก้ปวดหรือยาคลายเครียดบางตัว เป็นต้น

-1-
ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม (วจภส.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ภาพสาเหตุของการกินยาพร่ำเพรื่อของคนไทยว่า แบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ หนึ่ง-กินเพราะติดยาชนิดนั้น ซึ่งลักษณะอาการติดจะคล้ายกับผู้ติดยาเสพติด การติดชนิดนี้จะเกิดในกรณีการกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท และ สอง-กินเพราะติดที่จะกินยานั้นๆ เป็นนิสัย โดยเกิดขึ้นในกรณีการกินยาที่ไม่มีส่วนผสมของยาเสพติด แต่กินเป็นเวลานานๆ จนกลายเป็นการเสพติดในเชิงพฤติกรรม

“เคย มีโอกาสทำวิจัยกับทางอย.และสหรัฐอเมริกา มีข้อมูลน่าสนใจมากอย่างหนึ่งคือในบ้านเรามีการใช้ยานอนหลับและคลายประสาท ที่ชื่อว่า ดอมิคุ่มและโซแลมสูงมาก โดยเฉพาะโซแลม มีการใช้ปีละเป็นล้านเม็ด สูงที่สุดที่เคยมีคือ 3 ล้านเม็ดต่อปี ใช้กันทั้งในรูปแบบของยากินและยาฉีด คือนำเม็ดมาบดละลายน้ำแล้วกรองฉีด แม้จะเป็นยาควบคุม แต่ก็มีคนมาบอกเหมือนกันว่ามีการซื้อขายกันอยู่ โดยเฉพาะตามคลินิกเอกชน คนที่ติดยาเสพติดจะรู้ว่าเมื่อขาดยาเสพติดแล้วเขาจะหายาประเภทโซแลมซึ่งหา ซื้อง่ายกว่าได้ที่ไหนบ้าง กฎหมายบ้านเราเปิดช่องสารพัดให้แก่คลินิกเอกชน”

ผศ.ดร.ภญ.นิยดาให้ข้อมูลต่อไปว่า นอกจากยาชนิดที่กล่าวมาแล้ว ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่คนไทยนิยมใช้ไม่แพ้กันก็คือ “ยาแก้ไอ” ที่มีส่วนผสมของ “โคเดอีน” ซึ่งถูกวัยรุ่นนำมาผสมแอลกอฮอล์ภายใต้ชื่อที่รู้จักกันดีในแวดวงผู้ติดว่า “สี่คูณร้อย”

แต่ที่น่าห่วงไม่แพ้กันก็คือ พฤติกรรมการใช้ยาแบบพร่ำเพรื่อฟุ่มเฟือย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการบันทึกข้อมูลสถิติตัวเลขการใช้ยาแบบชัดเจน แต่เท่าที่เก็บข้อมูลแบบคร่าวๆ พบข้อมูลในเชิงปริมาณว่าในประเทศไทย คนไทยนิยมซื้อยามาก ไม่ว่าจะเป็นพาราเซตามอลที่ออกฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ รวมไปถึงยาปฏิชีวนะ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง

“คน ไทยเรามีนิสัยกินยาแบบฟุ่มเฟือย และมองว่ายาเป็นของดี มีประโยชน์ ซึ่งจริงๆ มันก็มีประโยชน์ในกรณีที่ป่วย แต่ส่วนใหญ่จะไม่มองข้อเสีย ไม่มองโทษว่ามันมีผลข้างเคียงอย่างไร เพราะอย่างน้อยที่สุด แม้แต่ยาแก้ปวดที่ใช้กับสามัญประจำบ้านอย่างพาราฯ ก็ยังมีผลเสียต่อตับและไตหากกินไปนานๆ ยิ่งยาปฏิชีวะก็เป็นอีกตัวที่คนไทยใช้ฟุ่มเฟือย แค่รู้สึกเจ็บคอนิดหน่อย หรือปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อยก็กินกันแล้ว แทนที่จะดูที่ต้นเหตุว่า แท้จริงแล้วอาการเจ็บคอนั้นมาจากเชื้อไวรัสหวัดจริงๆ หรือเกิดจากการพักผ่อนน้อย ซึ่งหากเกิดจากประการหลังไม่จำเป็นต้องกินยา แค่พักผ่อนมากๆ อาการก็จะหายได้เอง นอกจากนี้เมื่อกินพาราฯ เข้าไป มันจะเข้าไปกดอาการปวด ทำให้เราละเลยสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงนั้นอันตราย ก็จะทำให้เสียโอกาสการรักษาที่ทันท่วงทีไป”

-2-
ผศ.ดร.ภญ.นิยดาให้แนะนำสิ่งที่ดีที่สุดของการใช้ยาว่า การใช้ยาที่ปลอดภัยที่สุดคือ ใช้ต่อเมื่อจำเป็นจริงๆ โดยต้องหาสาเหตุการเจ็บป่วยไม่สบายที่เกิดขึ้นเสียก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใด กันแน่ ไม่ใช่ว่าหากรู้สึกปวดก็กินพาราเซตามอล และหากป่วยจริงๆ และต้องกินยา สิ่งที่ต้องใส่ใจที่สุดเกี่ยวกับยา คือฉลากบ่งวิธีใช้ ต้องอ่านให้ละเอียด สรรพคุณ การออกฤทธิ์ ขนาด สัดส่วนในการใช้ ข้อปฏิบัติในการใช้ ข้อห้าม รวมถึงข้อควรระวังของยาตัวนั้นๆ

“ใน ส่วนของฉลาก คนไทยใช้ยาตามความเคยชิน อย่างพาราฯ ปกติกินสองเม็ด ซึ่งเท่ากับพันมิลลิกรัม ถ้าบางคนน้ำหนักน้อยก็ถือว่าพันมิลลิกรัมนี้มากไป ต้องอ่านฉลากให้ละเอียดว่ามันออกฤทธิ์อย่างไร สรรพคุณอะไร แก้อะไรดูให้ชัดเจน ต้องกินขนาดไหนจึงจะพอดี รวมถึงข้อห้าม ข้อควรระวัง ข้อเสีย อย่างพาราฯ วันหนึ่งไม่ควรกินเกินแปดเม็ด ข้อควรระวังของยาชนิดนั้นๆ เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และมันจะทำให้เรารู้ด้วยว่า ยานั้นๆ มันมีข้อเสียด้วย ไม่ได้มีข้อดีอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดความระมัดระวังมากขึ้น ”

ผศ.ดร.ภญ.นิยดายังแสดงความเป็นห่วงถึงสถานการณ์การใช้ยาของคนไทยใน ขณะนี้ว่า ก่อนหน้านี้คนไทยนิยมยาแก้ปวดพาราเซตามอล แต่ตอนนี้ความนิยมเปลี่ยนไปสู่ยาประเภทไดโคฟิแนค หรือบูเฟ่น ที่ออกฤทธิ์ต้านอักเสบ แก้ปวดบวม อักเสบ แก้ปวดข้อ ซึ่งมีผลข้างเคียงมาก มีโอกาสตีกับยาชนิดอื่นๆ สูง และส่งผลให้เลือดไม่แข็งตัว ซึ่งลักษณะนี้เหมือนกับแอสไพริน หากใช้ในผู้ป่วยโรคเลือดเช่นไข้เลือดออก จะมีผลข้างเคียงที่อันตรายได้

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีปัญหาในประเด็นของการยกเลิกยาที่ควรเลิกใช้ มียาหลายตัวที่ต่างประเทศประกาศยกเลิกใช้แล้ว แต่ประเทศไทยยังคงใช้อยู่ เช่น ยาไดเซนโต้ที่เป็นยาแก้ท้องเสียหลายประเทศก็เลิกใช้แล้ว แต่บ้านเราใช้อยู่ ในขณะที่การจดทะเบียนยาใหม่ๆ ก็ทำกันได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็คือยาแก้ปวดประเภทพาราเซตามอลที่มีตั้ง 200 ยี่ห้อ

สำหรับผู้ที่ใช้ยาพร่ำเพรื่อจนติดนั้น ในกรณีผู้ที่ติดประเภทออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอาจจะยุ่งยากสักหน่อย เพราะยาประเภทนี้จะเข้าไปเปลี่ยนเคมีในสมอง หากเลิกแบบหักดิบจะมีอาการที่เรียกว่าถอนยา เหมือนคนติดยาลงแดง จะมีอาการปวดไมเกรนรุนแรง นอนไม่หลับรุนแรง ท้องเสีย ปวดกระดูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือพบแพทย์หรือหรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำ เช่นเดียวกับผู้ที่ติดยาสเตียรอยด์ก็เลิกเองปุบปับไม่ได้ เพราะอันตรายต่อร่างกาย ต้องพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเช่นกัน

ส่วน ผู้ที่ติดยาถูกกฎหมายที่ซื้อขายกันได้ตามปกติ จำพวกยาปวดหัว ยาคลายเครียดบางประเภท พวกนี้ผลข้างเคียงเมื่อเลิกจะไม่เท่าประเภทแรก แต่ก็มีเหมือนกันที่ปวดเมื่อย ปวดกระดูก รู้สึกไม่สบายตัว

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)

วิธีรักษาอาการปากแห้งแตกเป็นขุ่ย

ปากหวานคืออาการของคนพูดจาไพเราะ ฟังเพราะเสนาะโสต แต่ถ้าหากเกิดอาการปากแห้งขึ้นมา ขอบอกให้คุณทราบก่อนเลยว่า ไม่เกี่ยวกับปากหวานเป็นแน่ แล้วปากแห้งเกิดจากอะไรล่ะ?

ปาก หวานคืออาการของคนพูดจาไพเราะ ฟังเพราะเสนาะโสต แต่ถ้าหากเกิดอาการปากแห้งขึ้นมา ขอบอกให้คุณทราบก่อนเลยว่า ไม่เกี่ยวกับปากหวานเป็นแน่ แล้วปากแห้งเกิดจากอะไรล่ะ?

อาการปากแห้ง นั้นเกิดจากการดื่มน้ำน้อย ความเครียด การพูดเป็นเวลานานๆ การรับประทานยารักษาโรคบางชนิด หรือการรับรังสีเพื่อการรักษาโรค

เมื่อ คุณมีอาการริมฝีปากแห้งต้องรีบรักษา เพราะปากมีไว้เจรจาเป็นอวัยวะที่มีเสน่ห์สร้างความประทับใจ หากปล่อยทิ้งไว้ให้อาการรุนแรงจนริมฝีปากแห้งแตกลอกเป็นขุย หนักเข้าจนปากเริ่มเจ่อบวมแดง นอกจากจะก่อให้เกิดอาการเจ็บแสบในยามที่คุณแย้มยิ้ม หรือในขณะรับประทานอาหารรสชาติร้อนแรงแล้วนั้น ยังเป็นตัวการสำคัญที่จะทำลายบุคลิกภาพของคุณโดยไม่รู้ตัวเพราะในคนที่มี อาการริมฝีปากแห้งจนเป็นคราบขาว ปากแห้งมากจนน้ำลายเหนียว เจ้าเชื้อโรคตัวร้ายในช่องปากจะเติบโตเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดกลิ่นปากตามมาได้ (แล้วอย่างนี้ใครล่ะจะกล้าจุมพิต)

เมื่อปากแห้งแตกเป็นขุย…รักษาได้อย่างไร?

สิ่ง สำคัญที่สุดคือคุณควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ หรือจิบน้ำอุ่นๆ บ่อยๆ จะเป็นการดี หากปากแห้งมากจนลอกเป็นขุย ให้ใช้น้ำอุ่น ผสมเกลือป่นเล็กน้อย แล้วใช้สำลีหรือทิชชูชุบน้ำอุ่นผสมเกลือป่นให้เปียกพอหมาดๆ แล้วใช้ปากคาบทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที หรือเช็ดไล้เบาๆ ไปบนริมฝีปาก ก็จะช่วยให้ขุยต่างๆ หลุดลอกออกไปได้ หมั่นทาลิปมันที่มีส่วนผสมของสารบำรุง หรือถ้าปากแห้งมากแนะนำให้ใช้ปิโตเลี่ยมเจล (มีลักษณะเป็นเจลใสคล้ายขี้ผึ้ง) ทาบนริมฝีปากได้บ่อยครั้งตามต้องการ

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คุณพึงพอใจปฏิบัติเพื่อเรียวปากสวยยวนใจ สุขภาพดีได้ในไม่ช้าค่ะ…

ขอขอบคุณข้อมูล จาก สยามดารา

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)