![]()
|
![]()
![]()
|
![]()
![]()
คงเป็นเรื่อง หนักใจไม่น้อย เมื่อครูที่โรงเรียนบอกว่า ลูกมีพฤติกรรมชอบพูดโกหก ไม่ชอบพูดความจริง หรือไปที่ไหนใครๆ ก็หาว่าลูกเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ปัญหานี้ถ้ามองให้เป็นเรื่องเล็กก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าพฤติกรรมชอบโกหกสะท้อนถึงอาการป่วยทางจิตของลูก คงต้องรีบเยียวยา เพราะถ้าหากโตเป็นผู้ใหญ่ จนมีหน้าที่การงานที่ดี หรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ยังไม่ทิ้งลายชอบเลี้ยงแกะ อาจส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก สังคม และประเทศชาติได้ ในประเด็นการพูดโกหกของเด็กนั้น “นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล” จิตแพทย์ ทั่วไปโรงพยาบาลมนารมย์ ให้ข้อมูลว่า ถ้าหากมองในแง่ดี การโกหกเป็นธรรมชาติของเด็ก เพราะโดยพื้นฐานทางจิตใจของเด็กนั้น จะไม่โหดร้ายเหมือนกับผู้ใหญ่ และการโกหกส่วนใหญ่อาจจะมีเหตุผลบางประการ เช่น เกรงว่าจะถูกทำโทษเมื่อทำผิด กลัวพ่อแม่จับได้จึงจำเป็นต้องโกหก “ต้อง พิจารณาถึงสาเหตุด้วยว่า เพราะอะไรเด็กถึงไม่ไว้ใจพ่อแม่ เวลาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมลงไป ซึ่งพ่อแม่เองก็ไม่ควรมานั่งจับผิด หรือมีทัศนคติที่ไม่ดีใส่เด็ก ซึ่งการสร้างมาตรการลงโทษแบบแก้ไขที่ปลายเหตุ มักใช้ไม่ได้ผล เพราะเด็กจะถูกมองเป็นเด็กไม่ดี และมองตัวเองด้อยคุณค่าลงไปได้ และเมื่อโตขึ้น เด็กจะมีพฤติกรรมร่วมกับการโกหกอีกหลายอย่าง จนกลายเป็นเด็กมีปัญหาในที่สุด” จิตแพทย์กล่าว ขณะที่ลูกวัยรุ่นเอง จิตแพทย์บอกว่า ปัญหาการโกหกส่วนใหญ่ มาจากการคบเพื่อน การมีกลุ่มเพื่อนที่อาจจะชักจูงไปทำกิจกรรมที่ไม่ค่อยถูกต้อง จึงพยายามหาวิธีการหลบหลีกด้วยการโกหก ซึ่งอาจจะจับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาก็คือ อาจจะถูกตำหนิดุด่า จนในที่สุดพฤติกรรมเหล่านั้น แทนที่จะหายไป แต่กลับจะยิ่งถูกส่งเสริมให้รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการถูกตำหนิ จะทำให้สถานการณ์ของปัญหาการโกหกแย่ลง ลูกวัยรุ่นจะยิ่งหายจากครอบครัวมากขึ้น นอก จากนี้เด็กที่มีความเจ็บป่วยทางด้านจิตเวช เช่น เด็กที่มีปัญหาเรื่องสติปัญญาบกพร่อง มีปัญหาเรื่องภาษา เด็กที่ป่วยเป็นโรคจิต ซึ่งบางครั้งดูเหมือนพูดเรื่องที่ไม่จริง ตามความคิดที่เกิดขึ้นในโลกส่วนตัวจากการที่มีสติปัญญาบกพร่องอยู่แล้ว หรือเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า อาจจะไม่ได้แสดงออกทางอารมณ์ แต่จะมาแสดงออกทางพฤติกรรม เช่น พูดโกหก หนีเรียน ลักขโมย เป็นต้น |
||||
อย่างไรก็ดี “นพ.กัมปนาท” ได้ให้ข้อแนะนำกับพ่อแม่ผู้ปกครองถึงการช่วยลูกไม่ให้เป็นเด็กเลี้ยงแกะ ไว้ดังนี้ 1. พ่อแม่ควรสร้างความไว้วางใจกับลูก เพื่อเวลาที่ลูกทำผิด หรือ ทำสิ่งไม่ดีลงไป ลูกจะได้ปรึกษา แทนที่ลูกจะกลัวความผิด และใช้วิธีการโกหก 2. ไม่ควรตำหนิ หรือ ดุด่าลูกเมื่อลูกทำความผิด แต่ควรใช้เหตุผลพูดคุยกัน เพราะบางทีการที่เด็กถูกตำหนิ อาจจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมชอบโกหก และบางครั้งพฤติกรรมเหล่านั้นก็อาจจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น 3. ไม่ควรจับผิดลูกมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกเหมือนเป็นนักโทษ เช่น บางครั้ง ลูกกลับบ้านดึก แม่ก็จะคอยซักถาม จับผิดว่า “ลูกไปไหนมา ไปทำอะไร” ซึ่งบางทีลูกอาจจะแค่ไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน แต่การที่พ่อแม่ซักถามเหมือนไม่ไว้ใจลูก และไต่สวนเหมือนเป็นผู้กระทำความผิด เด็กอาจจะใช้วิธีการโกหก เพื่อให้พ่อแม่หยุดซักถาม เพื่อหลบหลีกสถานการณ์ต่างๆ 4. หลีกเลี่ยงการลงโทษเมื่อลูกทำผิดหรือจับโกหกได้ เพราะ ยังมีทางออกที่ดีกว่าวิธีการลงโทษ เช่น พูดจาเพื่อทำความเข้าใจ เพราะการลงโทษ เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ส่วนสาเหตุที่แท้จริงอาจเกิดจากเหตุผลบางประการของลูกซึ่งจะต้องทำการพูดคุย กัน ซึ่งถ้าหากเด็กทำผิดแล้ว กลัวการถูกทำโทษ เด็กอาจใช้วิธีการโกหกเพื่อให้พ้นความผิดก็ได้ หากปล่อยไว้นานๆ ก็จะเริ่มติดเป็นนิสัยไปจนโต 5. พยายามสังเกตว่าลูกมีอาการป่วยทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า บกพร่องทางสติปัญญา หรือมีปัญหาเรื่องภาษาหรือไม่ และควรทำความเข้าใจกับเด็กเหล่านี้ ซึ่งบางที่การที่เด็กโกหกอาจไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพียงเพราอาการป่วย ทางที่ดีควรรีบพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษาอาการทางจิตเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลเสียต่อเด็ก เช่น คิดฆ่าตัวตาย เป็นต้น ก่อน ที่ลูกจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ จนได้รับผลกระทบจากการโกหก พ่อแม่ควรจะเริ่มให้ความสนใจ และสร้างเกราะป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ลูกจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะมืออาชีพ |
|
|||
ไม่เฉพาะแฮม หรือไส้กรอกรมควัน แต่รวมถึงเนื้อสัตว์แปรรูปทุกชนิดที่กำลังทำให้หลายหน่วยงานเกิดความหวั่น วิตกว่า หากให้รับประทานตั้งแต่เด็กจนติดเป็นนิสัย จะทำให้เด็กคนนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคมะเร็งลำไส้เมื่อเป็นผู้ใหญ่
กองทุนวิจัยมะเร็งโลก (The World Cancer Research Fund) เปิดเผยว่า พ่อแม่ผู้ปกครองควรระมัดระวังไม่ให้ลูกได้ลิ้มรสผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เหล่านี้มากเกินไป เนื่องจาก ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ทางทีมนักวิจัยพบความเกี่ยวโยงกับการเกิดมะเร็งลำไส้ที่มากขึ้นผิดปกติ ซึ่งแม้จะเป็นการเกิดมะเร็งในผู้ใหญ่เป็นหลัก แต่ทีมนักวิจัยก็เชื่อว่า มันเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ยังเล็ก และมาส่งผลตอนโตมากกว่า
ขณะ ที่หน่วยงานด้านมาตรฐานอาหารของสหราชอาณาจักรเองนั้นก็ได้มีการเตือนเช่นกัน ว่า เด็ก ๆ ไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้ “บ่อยเกินไป” โดยควรจำกัดปริมาณไม่เกิน 70 กรัมต่อสัปดาห์ หรืออาจเปรียบเทียบได้กับเบคอน 3 ชิ้นบาง ๆ เท่านั้น
ทั้งนี้ ทาง World Cancer Research Fund เล็งเห็นว่า กระบวนการผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้มีการใช้เกลือ วัตถุกันเสีย ฯลฯ เพื่อถนอมเนื้อสัตว์ให้สามารถเก็บไว้ได้นาน ๆ และนั่นเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ในที่สุด
อย่างไรก็ดี การกระตุ้นให้ผู้บริโภคทั้งเด็กและผู้ใหญ่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทาน เนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้ ยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในประเทศตะวันตก ซึ่งมีอาหารการกินให้เลือกรับประทานได้ไม่หลากหลายมากนัก โรงอาหารในโรงเรียน หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยก็ยังเต็มไปด้วยแฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า หรือแม้จะมีอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น สลัด ก็ยังมีการใส่แฮม ไส้กรอก หรือผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปชนิดอื่น ๆ ลงไปมากมาย
นอกจากนั้น อาหารว่างที่วางจำหน่าย ณ ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติตามจุดต่าง ๆ ของโรงเรียนก็ยังคงมีแต่น้ำอัดลม มันฝรั่งทอด ถั่วทอดเคลือบน้ำตาล หรือเกลือ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายทั้งสิ้น
หัน กลับมามองที่เมืองไทย อาจเป็นความ “โชคดี” ที่บ้านเราทางเลือกมากกว่า ทั้งผักผลไม้ตามฤดูกาลที่สามารถปลูกได้เอง หรืออาหารต่าง ๆ ที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในแต่ละฤดู ที่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา
แต่ สำหรับครอบครัวที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้ซึ่งเริ่มมีมาก ขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะมาจากข้อดีที่เตรียมได้ง่าย หรือมีรสอร่อย ก็อาจต้องพึงระวัง และหลีกเลี่ยงการบริโภคไม่ให้มากเกินไป เพราะบางครั้งโรคร้ายก็อาจเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากครอบครัวค่ะ
เรียบเรียงข่าวจากบีบีซีนิวส์
| ผลสำรวจเผย มี พ่อแม่ 3 ใน 4 ละเลยในการดูแลสายตาของลูกเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง ประชันกับแสงแดดที่ร้อนเกินกว่าสายตาจะทนต่อแสงได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ได้ทำการสำรวจ พ่อแม่ชาวอังกฤษ 2,000 คนว่าจะมีสักกี่คนที่คำนึงถึงคุณภาพของแว่นตากันแดดสำหรับลูก |
|||||
ผลสำรวจพบว่า เวลาพ่อแม่จะตัดสินใจซื้อแว่นตากันแดดให้ลูกใส่นั้น มีพ่อแม้เกือบหนึ่งพันคนคำนึงถึงราคาเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องคุณภาพในการป้องกันแสงแดดนั้น เป็นเรื่องรองลงมา ขณะที่หนึ่งในสี่ของพ่อแม่กลุ่มนี้ยอมรับว่าพวกเขาเลือกซื้อแว่นตากันแดดที่ โดยดูที่ยี่ห้อมาเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่คนเราไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีดวงตาสีฟ้า เลือกใส่แว่นสีต่างๆ ที่ไม่ใช่แว่นกันแดดสีดำนั้น มันไม่ได้ช่วยถนอมสายตาแต่อย่างใด ในทางกลับกันการใส่แว่นแบบนั้นยิ่งทำให้เสี่ยงต่อสายตาที่จะถูกทำร้ายมาก ขึ้นอีกด้วย “พ่อแม่ไม่ควรละเลยต่อสายตาของลูก ทุกคนควรใส่แว่นกันแดดที่มีตรา ‘CE’ (เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยของEU) เพื่อคุณภาพและความปลอดภัยของสายตา” ส่วนเหตุผลว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับแว่นตากันแดดนั้น เป็นเพราะรังสียูวีจากแสงแดดจะเป็นตัวทำลายจอประสาทตาและแก้วตาซึ่งนานวัน เข้าก็จะส่งผลเสียกับดวงตาในระยะยาวด้วย ดร.ซูซาน แบล็กเคนนี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจักษุวิทยาเผยว่า แว่นตากันแดดที่ไม่มีการป้องกันแวงยูวีนั่น ส่วนมากจะราคาถูกมาก และพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกซื้อแว่นพวกนั้นให้ลูกใส่ ซึ่งมันอันตรายต่อสายตาของลูกมาก ยิ่งแสงแดดแรงมากเท่าไหร่ สายตาก็จะถูกทำร้ายมากเท่านั้น |
|||||
“ค่อนข้างตกใจเมื่อผลสำรวจพบว่า พ่อแม่หลายคนไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของสายตาลูกเท่าไหร่นัก และยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขามักซื้อของราคาถูกเข้าว่า แทนที่จะซื้อของเพราะคุณภาพ” “แต่ทว่าแว่นตากันแดดที่ดีในที่นี้ ก็ไม่ได้หมายถึงแว่นตาราคาแพงอย่างที่ใครหลายคนคิดนะ แว่นตากันแดดไม่จำเป็นต้องซื้ออย่างราคาแพงเสมอไป แต่สิ่งสำคัญเวลาจะซื้อ พ่อแม่ทุกคนควรดูว่า แว่นตาอันนั้นมีตรา ‘CE’ หรือไม่” ทั้งนี้ดร.ซูซานเผยต่อว่า สำหรับเด็กกับการใส่แว่นตากันแดดนั้น พวกเขาจะชอบมากถ้าได้ใส่ออกไปข้างนอกพร้อมกับหมวกใบเก๋กันแดด ซึ่งหมวกกันแดดนี้จะยิ่งมีประโยชน์มากสำหรับเด็กเล็กบางคนที่อาจจะรำคาญแว่น ตา เพราะหมวกใบนั้นจะเป็นที่บังแดดและกันแสงแดดให้พวกเขาได้อีกวิธีหนึ่งด้วย ส่วนทางด้านเอเดรียน โนเวลส์ จากสถาบัน อาย แคร์ ทรัสท์ (Eye Care Trust) กล่าวเสริมว่า เด็กๆจะได้รับแสงยูวีและไวต่อแสงแดดในช่วงที่ครอบครัวพาไปเที่ยวทะเล และเล่นที่ชายหาดมากที่สุด เพราะทิศทางของแสงในบริเวณนั้นมันส่งผลกระทบโดยตรงเนื่องจากเป็นที่โล่งแจ้ง “มันจะดีมาก หากพ่อแม่ทุกคนฝึกให้ลูกใส่แว่นตากันแดดตั้งแต่ 2-3 ขวบ เพราะสายตาของเด็กวัยนี้ค่อนข้างไวต่อการกระตุ้นและพวกเขาเองก็เริ่มใสแว่น ตาได้แล้ว และถ้าฝึกเขา เขาก็จะเคยชินและใส่เป็นประจำทุกครั้งที่เจอแดด” แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านต่างมีความเห็นตรงกันว่า นอกจากแดดยามเช้าแล้ว เด็กเล็กควรหลีกเลี่ยงแสงแดดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆก็ตาม เรียบเรียงจาก บีบีซี นิวส์และเดอะซัน |