Tag Archives for เด็ก

ช่วยลูกอย่างไร? เมื่ออยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตาย!

ขอบคุณภาพจาก specialkidstoday.com

คงจะปฏิเสธไม่ ได้ว่า การที่ครอบครัวใดมีลูกเล็ก หรือลูกวัยกำลังซน ย่อมต้องหนักใจ และเป็นห่วงลูกเป็นธรรมดา เพราะอาจซุกซน และเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยไม่คาดคิดก็เป็นได้

ไม่ว่าจะเป็นก้างติดคอ กลืนเหรียญ น้ำร้อนลวก หรือแม้กระทั่งการได้รับสารพิษ และถูกแมลงมีพิษกัดต่อย เป็นต้น ซึ่งการเข้าไปช่วยเหลือลูกเบื้องต้นก่อนนำส่งแพทย์ จึงเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมีความรู้ และความเข้าถึงลักษณะการช่วยที่ถูกต้องด้วย

เพื่อให้เด็กรอดพ้นจากสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย ทางโรงพยาบาลบีเอ็นเอช และทีมงาน Life and Family ได้รวบรวมวิธีการช่วยเหลือเด็กจากสถานการณ์ยอดฮิตที่ทำให้เด็กเสี่ยงตาย เพื่อนำมาเป็นข้อมูล และตัวช่วยเบื้องต้นให้กับทุกบ้าน และทุกครอบครัวได้นำไปใช้กัน ซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่บางบ้านเคยนำไปใช้กับลูกแล้ว โดยเริ่มจากสถานการณ์แรก

*** เมื่อลูกมีก้างปลาติดคอ

ขณะที่เด็กกินอาหาร แน่นอนว่าอาจเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอาหารที่มีก้างยาวอย่างปลา อาจติดคอเด็กได้ ดังนั้นถ้าก้างติดคอ ควรปั้นข้าวเป็นก้อน (ไม่ต้องใหญ่มาก) แล้วให้ลูกกลืนข้าวก้อนนั้นโดยไม่ต้องเคี้ยว หรืออาจเปลี่ยนจากข้าวเป็นกล้วยสุก หรือขนมปังนิ่มๆ ก็ได้

อย่างไรก็ดี หากกลืนข้าวปั้นแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ให้ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำให้เจือจางแล้วให้ลูกค่อยๆ ดื่ม เพราะน้ำส้มสายชูจะช่วยให้ก้างปลาอ่อนตัวลง และหลุดออกได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าก้างปลายังไม่หลุดจนลูกเจ็บ และปวด ให้รีบพาลูกส่งแพทย์ทันที

*** เมื่อลูกกลืนเหรียญ หรือสิ่งของเล็กๆ

เหรียญ หรือสิ่งของชิ้นเล็ก ถือเป็นของเล่นชิ้นเอกของเด็กเลยทีเดียว โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อยู่ในวัยกำลังกิน กำลังอม ที่อาจนำพาซึ่งสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ดังนั้นเมื่อลูกกลืนสิ่งของเล็กๆ เข้าไป สิ่งแรกที่พ่อแม่ทำได้คือ จับลูกในลักษณะห้อยศีรษะลงต่ำ แล้วตบหลังแรงๆ เพื่อให้เด็กไอออกมา แต่ถ้าสิ่งที่ติดหลอดลมอยู่ยังไม่ออกมาพร้อมกับอาการไอของลูก ควรรีบพาส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

*** เมื่อลูกยัดของเข้าจมูก

เด็กเล็กจะเจอปัญหานี้บ่อย ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาสิ่งของเข้าจมูก ให้บีบรูจมูกข้างที่ไม่มีของติดอยู่ แล้วบอกให้ลูกสั่งน้ำมูกแรงๆ เพื่อให้ลมจากจมูกดันของที่ติดอยู่ออกมา ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรใช้วิธีการแคะ หรือยัดจมูก เพราะจะยิ่งไปดันของที่ติดอยู่ในจมูก ให้อยู่ลึกเข้าไปอีก หรือถ้าลูกสั่งของที่ติดอยู่ไม่ออก ต้องพาไปพบแพทย์เพื่อทำการดึงเอาสิ่งของเหล่านั้นออกทันที มิเช่นนั้น เด็กจะหายใจลำบาก และขาดอากาศหายใจก็เป็นได้

*** เมื่อของจิ๋วๆ เข้าหูลูก

หู ใครคงไม่คิดว่า อาจจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดได้ แต่อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ดังนั้นถ้าของชื้นจิ๋วเข้าหูลูก อย่างแรกที่พ่อแม่ควรทำคือ จับให้ตัวลูกเอียงศีรษะด้านที่มีของลง เพื่อให้ของหล่นออกมาเอง ถ้าหากทำแล้วของที่เข้าไปยังไม่ออกมา ห้ามคุณแม่แคะหูลูกเองเด็ดขาด เพราะของนั้นจะยิ่งเข้าไปลึกยิ่งขึ้น แต่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที

*** เมื่อลูกถูกไฟดูด

จากงานวิจับพบว่า กลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการโดนไฟดูดมากที่สุด คือ เด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี นั่นเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว และยังไม่รู้ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นการช่วยเหลือลูกเมื่อถูกไฟดูด พ่อแม่ห้ามใช้มือเปล่าดึงลูกขณะที่ถูกไฟดูด เพราะกระแสไฟจะวิ่งเข้าสู่ตัวทันที แต่ควรให้ใช้ผ้าแห้งหนาๆ ห่อมือ หรือพับหนังสือพิมพ์หนาๆ แล้วผลักลูกที่โดนไฟดูดออก ซึ่งผู้ที่จะช่วยต้องตัวแห้งด้วย จากนั้นบอกให้คนรอบข้างยกคัตเอาท์ลง หรือดึงปลั๊กออก โดยใช้ไม้หรือสายยางแห้งๆ เขี่ยให้ออกจากตัวคนถูกดูด

เมื่อ กระแสไฟถูกตัดลงแล้ว ให้วิ่งเข้ามาดูลูก และรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันที เช่น ตรวจดูว่าหัวใจหยุดเต้นหรือไม่ ถ้าหยุดให้รีบนวดหัวใจพร้อมๆ กับการผายปอด และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่ถ้าไฟดูดไม่มาก ตรวจตามร่างกายว่ามีบาดแผลใดๆ หรือไม่ ลูกยังมีสติ และพูดโต้ตอบได้หรือไม่ ถ้าทุกอย่างปกติให้นำตัวลูกไปนอนพัก และเฝ้าอาการอย่างใกล้ชิด

ขอบคุณภาพจาก photobucket.com/

*** เมื่อสารพิษเข้าตาลูก

การวางขวดสารพิษไว้ในที่ที่เด็กเอื้อมถึง อาจนำมาซึ่งภัยต่อตัวเด็กได้ เช่น สารเคมีกระเด็นเข้าตา เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ ให้พ่อแม่รีบล้างตาลูกด้วยน้ำสะอาดทันที โดยตะแคงศีรษะ และใช้น้ำสะอาดจากก๊อก หรือน้ำยาล้างตารินผ่านทางหัวตาช้าๆ และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว กรณีที่สิ่งแปลกปลอมติดอยู่ รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เพื่อให้แพทย์ช่วยจัดการ ซึ่งคุณแม่ไม่ควรนำสิ่งแปลกปลอมนั้นออกด้วยตัวเอง เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อตาลูกน้อยได้

*** เมื่อลูกจมน้ำขณะอาบน้ำในอ่าง

สถานการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่ แต่ใช่ว่าเด็กโตจะไม่พบ ซึ่งหากลูกหกคะมำในท่าคว่ำหน้าลงในอ่างน้ำ คุณแม่ต้องอุ้มลูกน้อยขึ้นในท่าศีรษะต่ำ เพื่อช่วยให้สิ่งแปลกปลอมหรือเสมหะออกมา ป้องกันการสำลักน้ำเข้าปอด กรณีเด็กที่ไม่รู้สึกตัว ให้คุณแม่ทำการผายปอดแต่ถ้ายังไม่ดีขึ้น ให้นำส่งโรงพยาบาลทันที

*** เมื่อลูกโดนน้ำร้อนลวก

น้ำร้อนถือเป็นภัยที่สร้างความเจ็บปวด และแสบผิวหนังจนพุพอง ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำเมื่อลูกถูกน้ำร้อนลวกคือ พ่อแม่ควรถอดเสื้อของลูกออกทันที ห้ามเจาะแผลพุพองหรือตัดเศษผิวหนังออก เพราะการกระทำดังกล่าวอาจะทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ และห้ามใส่น้ำมัน ยาสีฟัน หรือยาใดๆ บนบาดแผลที่ถูกน้ำร้อนลวก แต่ควรประคบบริเวณแผลด้วยน้ำเย็น รวมทั้งคุณแม่ควรปิดแผลด้วยผ้าก็อช หรือผ้าเช็ดหน้าที่สะอาด (อย่าใช้สำลีเป็นอันขาด) จากนั้นจึงนำไปพบแพทย์ทันที

*** เมื่ออาหารเป็นพิษ

ถ้าลูกมีอาการอาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย ควรให้ลูกจิบน้ำทีละน้อย พร้อมกับหยุดรับประทานอาหาร และนมชั่วคราวจนกว่าอาการจะดีขึ้น ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงให้พาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการของโรคอีกที

*** เมื่อแมลงมีพิษกัดต่อย

ถ้าลูกถูกผึ้งต่อย ไม่ควรพยายามเอาเหล็กไนออกด้วยตัวเอง เนื่องจากเหล็กไนของผึ้งมีพิษ อย่าให้นิ้วแตะถูกบริเวณบาดแผล แต่ให้ประคบด้วยถุงน้ำแข็ง หรือน้ำเย็นเพื่อป้องกันไม่ให้พิษจากเหล็กในซึมเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว

อย่าง ไรก็ดี ถ้าเป็นแมลงชนิดอื่น เช่น มด หรือตะขาบให้ประคบแผลด้วยถุงน้ำแข็งหรือน้ำเย็น ถ้าปวดมากให้รีบรับประทานยาแก้ปวด หลังจากนั้นให้รีบพบแพทย์โดยเร็ว อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะแผลที่ถูกกัด หรือต่อย อาจเกิดอาการอักเสบได้

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

*** เมื่อลูกน้อยได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย

เช่นกันกับการการวางขวดสารพิษไว้ในที่ที่เด็กหยิบง่าย ซึ่งเด็กอาจหยิบขึ้นมากินด้วยความไม่รู้ว่านี่ไม่ใช่น้ำดื่ม แต่เป็นสารพิษดีๆ นี่เอง ดังนั้นเมื่อลูกกินเข้าไป สิ่งแรกต้องทำให้ลูกอาเจียน เมื่อลูกอาเจียนเอาสารพิษออกจากกระเพาะได้แล้ว ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์รักษา

อย่าง ไรก็ตาม ถ้าเด็กรับประทานสารกัดกร่อน หรือน้ำมันหอมระเหยเข้าไป ห้ามทำให้เด็กอาเจียนโดยเด็ดขาด ดังนั้นควรหาชนิดของสารพิษที่ลูกรับประทานเข้าไปก่อน เก็บตัวอย่างให้แพทย์ตรวจ และควรสังเกตด้วยว่ารับประทานเข้าไปเท่าไร

*** เมื่อเลือดกำเดาไหล

ควรบีบจมูกลูกทางด้านหน้าเข้าหากัน ให้คนไข้หน้าตรง หรือก้มหน้าเล็กน้อย ไม่ต้องแหงนหน้า ระหว่างนั้นให้คนไข้หายใจทางปาก โดยทั่วไปเลือดกำเดาจะหยุดไหลภายใน 5 นาที หลังจากเลือดหยุดไหลแล้ว อย่าแคะจมูก หรือสั่งน้ำมูกแรงๆ ถ้าไม่ได้ผลให้พาคนไข้ไปพบแพทย์สาขา หู คอ จมูก

*** เมื่อถูกสุนัขกัด

ถ้าสุนัขที่กัดนั้นได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าแล้ว ให้ล้างแผลด้วยสบู่ และน้ำสะอาด เช็ดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค โดยเช็ดในทิศทางที่ออกจากแผล จากนั้นเพื่อความปลอดภัย ควรนำลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจว่า สุนัขที่กัด ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าแล้วหรือยัง? อาจทำให้ลูกเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ ทางที่ดีคุณแม่ควรล้างแผลด้วยน้ำสบู่แล้วเช็ดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ อย่างไรก็ดี ไม่ควรฆ่าสุนัขที่กัด แต่ควรขังไว้เพื่อดูอาการ 10 วันว่าเป็นบ้าหรือไม่ หรือนำสุนัขไปให้สัตวแพทย์เพื่อตรวจอาการต่อไป

แต่ถ้าสุนัขตายระหว่างดูอาการ ให้นำซากสุนัขไปส่งสถานเสาวภา หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดเพื่อตรวจพิสูจน์ หรือหากต้องเดินทางหลายวัน ให้แช่หัวสุนัขไว้ในน้ำแข็งเพื่อกันไม่ให้สมองสุนัขเน่า และถ้าสุนัขที่กัดเป็นบ้า หรือไม่สามารถติดตามสุนัขได้ ให้พาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้ครบตามที่แพทย์สั่ง

*** เมื่อลูกกระดูกหัก

แน่นอนว่า วัยเด็กถือเป็นวัยกำลังซนมาก การเล่นจึงมีความเสี่ยงที่จะหกล้มได้สูง โดยเฉพาะล้อแล้วกระดูกหัก ดังนั้นเมื่อกระดูกหัก วิธีแรกให้ลูกนอนอยู่กับที่ ห้ามเคลื่อนย้ายโดยไม่จำเป็น ถ้ามีเลือดออกให้ทำการห้ามเลือดโดยด่วน

หรือหากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยให้เข้าเฝือกชั่วคราวไว้ก่อน ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งถ้ามีบาดแผลให้ปิดแผลด้วยผ้าสะอาดก่อนเข้าเผือก จากนั้นจึงนำตัวส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นอาการกระดูกหักที่ส่วนคอ หรือกระดูกสันหลัง ต้องพยายามเคลื่อนย้ายอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะหากเคลื่อนไหวผิดท่าอาจทำให้เด็กพิการได้

*** เมื่อลูกเคล็ดขัดยอก

เคล็ดขัดยอกอาจเกิดจากการสะดุดล้ม หรือโดนของแข็ง ลำดับแรกควรจัดท่านั่ง หรือนอนพักในท่าสบายๆ ให้กับลูก จากนั้นให้ยกส่วนที่เคล็ดให้สูงขึ้น รองด้วยหมอน หรือผ้าห่มหนาๆ แล้วนวดด้วยน้ำมันปาล์ม พันด้วยผ้าพันแผล แต่อย่าพันให้แน่นมาก เพราะจะทำให้ส่วนที่ขัดยอกระบมได้

*** เมื่อลูกโดนของมีคมบาด

การถูกมีดบาด ถือเป็นเรื่องปกติที่เด็กจะโดนบาดกัน ซึ่งเชื่อว่า ลูกๆ ของท่านผู้อ่านคงต้องโดนบาดกันมาบ้างแล้ว อย่างไรเสียเมื่อถูกบาดแล้ว ให้รีบทำความสะอาดบริเวณรอบๆ บาดแผลโดยใช้สำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่เจือจางด้วยน้ำ และเช็ดในทิศทางที่ออกจากแผล จากนั้นปล่อยให้แห้ง ทาครีมที่มียาฆ่าเชื้อโรค หรือปล่อยให้แผลเปิดแห้ง หรือถ้าถูกตะปูตำอวัยวะของร่างกาย ควรทำความสะอาดแผลเบื้องต้น

คง จะเป็นวิธีการช่วยเหลือเด็กเบื้องต้นที่จะเป็นประโยชน์ไม่ใช่น้อย ทางที่ดีการจัดเก็บ และมีความละเอียด รอบคอบในการจัดบ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะกันไว้ดีกว่าแก้ อย่างไรก็ดี บ้านไหนเคยเจอสถานการณ์เสี่ยงแบบนี้ หรือแบบอื่นๆ ที่น่าสนใจ และสามารถช่วยเหลือลูกให้รอดพ้นจากสถานการณ์เสี่ยงตายเหล่านั้นได้ นำมาแบ่งปัน และแชร์ประสบการณ์กันได้นะครับ ทั้งนี้เพื่อจะเป็นประโยชน์กับครอบครัวอื่นๆ ในการช่วยเหลือบุตรหลานต่อไป

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)

เมื่อลูกเป็น ‘เด็กเลี้ยงแกะ’ รับมืออย่างไรให้ได้ผล

คงเป็นเรื่อง หนักใจไม่น้อย เมื่อครูที่โรงเรียนบอกว่า ลูกมีพฤติกรรมชอบพูดโกหก ไม่ชอบพูดความจริง หรือไปที่ไหนใครๆ ก็หาว่าลูกเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ปัญหานี้ถ้ามองให้เป็นเรื่องเล็กก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าพฤติกรรมชอบโกหกสะท้อนถึงอาการป่วยทางจิตของลูก คงต้องรีบเยียวยา เพราะถ้าหากโตเป็นผู้ใหญ่ จนมีหน้าที่การงานที่ดี หรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ยังไม่ทิ้งลายชอบเลี้ยงแกะ อาจส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก สังคม และประเทศชาติได้

ในประเด็นการพูดโกหกของเด็กนั้น “นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล” จิตแพทย์ ทั่วไปโรงพยาบาลมนารมย์ ให้ข้อมูลว่า ถ้าหากมองในแง่ดี การโกหกเป็นธรรมชาติของเด็ก เพราะโดยพื้นฐานทางจิตใจของเด็กนั้น จะไม่โหดร้ายเหมือนกับผู้ใหญ่ และการโกหกส่วนใหญ่อาจจะมีเหตุผลบางประการ เช่น เกรงว่าจะถูกทำโทษเมื่อทำผิด กลัวพ่อแม่จับได้จึงจำเป็นต้องโกหก

“ต้อง พิจารณาถึงสาเหตุด้วยว่า เพราะอะไรเด็กถึงไม่ไว้ใจพ่อแม่ เวลาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมลงไป ซึ่งพ่อแม่เองก็ไม่ควรมานั่งจับผิด หรือมีทัศนคติที่ไม่ดีใส่เด็ก ซึ่งการสร้างมาตรการลงโทษแบบแก้ไขที่ปลายเหตุ มักใช้ไม่ได้ผล เพราะเด็กจะถูกมองเป็นเด็กไม่ดี และมองตัวเองด้อยคุณค่าลงไปได้ และเมื่อโตขึ้น เด็กจะมีพฤติกรรมร่วมกับการโกหกอีกหลายอย่าง จนกลายเป็นเด็กมีปัญหาในที่สุด” จิตแพทย์กล่าว

ขณะที่ลูกวัยรุ่นเอง จิตแพทย์บอกว่า ปัญหาการโกหกส่วนใหญ่ มาจากการคบเพื่อน การมีกลุ่มเพื่อนที่อาจจะชักจูงไปทำกิจกรรมที่ไม่ค่อยถูกต้อง จึงพยายามหาวิธีการหลบหลีกด้วยการโกหก ซึ่งอาจจะจับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาก็คือ อาจจะถูกตำหนิดุด่า จนในที่สุดพฤติกรรมเหล่านั้น แทนที่จะหายไป แต่กลับจะยิ่งถูกส่งเสริมให้รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการถูกตำหนิ จะทำให้สถานการณ์ของปัญหาการโกหกแย่ลง ลูกวัยรุ่นจะยิ่งหายจากครอบครัวมากขึ้น

นอก จากนี้เด็กที่มีความเจ็บป่วยทางด้านจิตเวช เช่น เด็กที่มีปัญหาเรื่องสติปัญญาบกพร่อง มีปัญหาเรื่องภาษา เด็กที่ป่วยเป็นโรคจิต ซึ่งบางครั้งดูเหมือนพูดเรื่องที่ไม่จริง ตามความคิดที่เกิดขึ้นในโลกส่วนตัวจากการที่มีสติปัญญาบกพร่องอยู่แล้ว หรือเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า อาจจะไม่ได้แสดงออกทางอารมณ์ แต่จะมาแสดงออกทางพฤติกรรม เช่น พูดโกหก หนีเรียน ลักขโมย เป็นต้น

อย่างไรก็ดี “นพ.กัมปนาท” ได้ให้ข้อแนะนำกับพ่อแม่ผู้ปกครองถึงการช่วยลูกไม่ให้เป็นเด็กเลี้ยงแกะ ไว้ดังนี้

1. พ่อแม่ควรสร้างความไว้วางใจกับลูก เพื่อเวลาที่ลูกทำผิด หรือ ทำสิ่งไม่ดีลงไป ลูกจะได้ปรึกษา แทนที่ลูกจะกลัวความผิด และใช้วิธีการโกหก

2. ไม่ควรตำหนิ หรือ ดุด่าลูกเมื่อลูกทำความผิด แต่ควรใช้เหตุผลพูดคุยกัน เพราะบางทีการที่เด็กถูกตำหนิ อาจจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมชอบโกหก และบางครั้งพฤติกรรมเหล่านั้นก็อาจจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น

3. ไม่ควรจับผิดลูกมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกเหมือนเป็นนักโทษ เช่น บางครั้ง ลูกกลับบ้านดึก แม่ก็จะคอยซักถาม จับผิดว่า “ลูกไปไหนมา ไปทำอะไร” ซึ่งบางทีลูกอาจจะแค่ไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน แต่การที่พ่อแม่ซักถามเหมือนไม่ไว้ใจลูก และไต่สวนเหมือนเป็นผู้กระทำความผิด เด็กอาจจะใช้วิธีการโกหก เพื่อให้พ่อแม่หยุดซักถาม เพื่อหลบหลีกสถานการณ์ต่างๆ

4. หลีกเลี่ยงการลงโทษเมื่อลูกทำผิดหรือจับโกหกได้ เพราะ ยังมีทางออกที่ดีกว่าวิธีการลงโทษ เช่น พูดจาเพื่อทำความเข้าใจ เพราะการลงโทษ เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ส่วนสาเหตุที่แท้จริงอาจเกิดจากเหตุผลบางประการของลูกซึ่งจะต้องทำการพูดคุย กัน ซึ่งถ้าหากเด็กทำผิดแล้ว กลัวการถูกทำโทษ เด็กอาจใช้วิธีการโกหกเพื่อให้พ้นความผิดก็ได้ หากปล่อยไว้นานๆ ก็จะเริ่มติดเป็นนิสัยไปจนโต

5. พยายามสังเกตว่าลูกมีอาการป่วยทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า บกพร่องทางสติปัญญา หรือมีปัญหาเรื่องภาษาหรือไม่ และควรทำความเข้าใจกับเด็กเหล่านี้ ซึ่งบางที่การที่เด็กโกหกอาจไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพียงเพราอาการป่วย ทางที่ดีควรรีบพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษาอาการทางจิตเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลเสียต่อเด็ก เช่น คิดฆ่าตัวตาย เป็นต้น

ก่อน ที่ลูกจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ จนได้รับผลกระทบจากการโกหก พ่อแม่ควรจะเริ่มให้ความสนใจ และสร้างเกราะป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ลูกจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะมืออาชีพ

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: +1 (from 1 vote)

ระวังมะเร็ง หากส่ง”แฮม”เข้าปากลูกบ่อยเกินไป

ขอบคุณภาพประกอบจาก insidesocal.com

ไม่เฉพาะแฮม หรือไส้กรอกรมควัน แต่รวมถึงเนื้อสัตว์แปรรูปทุกชนิดที่กำลังทำให้หลายหน่วยงานเกิดความหวั่น วิตกว่า หากให้รับประทานตั้งแต่เด็กจนติดเป็นนิสัย จะทำให้เด็กคนนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคมะเร็งลำไส้เมื่อเป็นผู้ใหญ่

กองทุนวิจัยมะเร็งโลก (The World Cancer Research Fund) เปิดเผยว่า พ่อแม่ผู้ปกครองควรระมัดระวังไม่ให้ลูกได้ลิ้มรสผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เหล่านี้มากเกินไป เนื่องจาก ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ทางทีมนักวิจัยพบความเกี่ยวโยงกับการเกิดมะเร็งลำไส้ที่มากขึ้นผิดปกติ ซึ่งแม้จะเป็นการเกิดมะเร็งในผู้ใหญ่เป็นหลัก แต่ทีมนักวิจัยก็เชื่อว่า มันเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ยังเล็ก และมาส่งผลตอนโตมากกว่า

ขณะ ที่หน่วยงานด้านมาตรฐานอาหารของสหราชอาณาจักรเองนั้นก็ได้มีการเตือนเช่นกัน ว่า เด็ก ๆ ไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้ “บ่อยเกินไป” โดยควรจำกัดปริมาณไม่เกิน 70 กรัมต่อสัปดาห์ หรืออาจเปรียบเทียบได้กับเบคอน 3 ชิ้นบาง ๆ เท่านั้น

ทั้งนี้ ทาง World Cancer Research Fund เล็งเห็นว่า กระบวนการผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้มีการใช้เกลือ วัตถุกันเสีย ฯลฯ เพื่อถนอมเนื้อสัตว์ให้สามารถเก็บไว้ได้นาน ๆ และนั่นเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ในที่สุด

อย่างไรก็ดี การกระตุ้นให้ผู้บริโภคทั้งเด็กและผู้ใหญ่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทาน เนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้ ยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในประเทศตะวันตก ซึ่งมีอาหารการกินให้เลือกรับประทานได้ไม่หลากหลายมากนัก โรงอาหารในโรงเรียน หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยก็ยังเต็มไปด้วยแฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า หรือแม้จะมีอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น สลัด ก็ยังมีการใส่แฮม ไส้กรอก หรือผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปชนิดอื่น ๆ ลงไปมากมาย

นอกจากนั้น อาหารว่างที่วางจำหน่าย ณ ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติตามจุดต่าง ๆ ของโรงเรียนก็ยังคงมีแต่น้ำอัดลม มันฝรั่งทอด ถั่วทอดเคลือบน้ำตาล หรือเกลือ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายทั้งสิ้น

หัน กลับมามองที่เมืองไทย อาจเป็นความ “โชคดี” ที่บ้านเราทางเลือกมากกว่า ทั้งผักผลไม้ตามฤดูกาลที่สามารถปลูกได้เอง หรืออาหารต่าง ๆ ที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในแต่ละฤดู ที่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา

แต่ สำหรับครอบครัวที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้ซึ่งเริ่มมีมาก ขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะมาจากข้อดีที่เตรียมได้ง่าย หรือมีรสอร่อย ก็อาจต้องพึงระวัง และหลีกเลี่ยงการบริโภคไม่ให้มากเกินไป เพราะบางครั้งโรคร้ายก็อาจเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากครอบครัวค่ะ

เรียบเรียงข่าวจากบีบีซีนิวส์

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)

ใครว่า “แว่นกันแดด” ไม่จำเป็นสำหรับเด็ก

ผลสำรวจเผย มี พ่อแม่ 3 ใน 4 ละเลยในการดูแลสายตาของลูกเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง ประชันกับแสงแดดที่ร้อนเกินกว่าสายตาจะทนต่อแสงได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ได้ทำการสำรวจ พ่อแม่ชาวอังกฤษ 2,000 คนว่าจะมีสักกี่คนที่คำนึงถึงคุณภาพของแว่นตากันแดดสำหรับลูก

เก๋ไก๋อย่างเดียวไม่พอ ต้อง “ปลอดภัย”ด้วย–เดอะซัน

ผลสำรวจพบว่า เวลาพ่อแม่จะตัดสินใจซื้อแว่นตากันแดดให้ลูกใส่นั้น มีพ่อแม้เกือบหนึ่งพันคนคำนึงถึงราคาเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องคุณภาพในการป้องกันแสงแดดนั้น เป็นเรื่องรองลงมา ขณะที่หนึ่งในสี่ของพ่อแม่กลุ่มนี้ยอมรับว่าพวกเขาเลือกซื้อแว่นตากันแดดที่ โดยดูที่ยี่ห้อมาเป็นอันดับแรก

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่คนเราไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีดวงตาสีฟ้า เลือกใส่แว่นสีต่างๆ ที่ไม่ใช่แว่นกันแดดสีดำนั้น มันไม่ได้ช่วยถนอมสายตาแต่อย่างใด ในทางกลับกันการใส่แว่นแบบนั้นยิ่งทำให้เสี่ยงต่อสายตาที่จะถูกทำร้ายมาก ขึ้นอีกด้วย

“พ่อแม่ไม่ควรละเลยต่อสายตาของลูก ทุกคนควรใส่แว่นกันแดดที่มีตรา ‘CE’ (เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยของEU) เพื่อคุณภาพและความปลอดภัยของสายตา”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับแว่นตากันแดดนั้น เป็นเพราะรังสียูวีจากแสงแดดจะเป็นตัวทำลายจอประสาทตาและแก้วตาซึ่งนานวัน เข้าก็จะส่งผลเสียกับดวงตาในระยะยาวด้วย

ดร.ซูซาน แบล็กเคนนี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจักษุวิทยาเผยว่า แว่นตากันแดดที่ไม่มีการป้องกันแวงยูวีนั่น ส่วนมากจะราคาถูกมาก และพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกซื้อแว่นพวกนั้นให้ลูกใส่ ซึ่งมันอันตรายต่อสายตาของลูกมาก ยิ่งแสงแดดแรงมากเท่าไหร่ สายตาก็จะถูกทำร้ายมากเท่านั้น

ให้ลูกใส่ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อสายตาที่ควรทนุถนอม-www.babygeartoday.com

“ค่อนข้างตกใจเมื่อผลสำรวจพบว่า พ่อแม่หลายคนไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของสายตาลูกเท่าไหร่นัก และยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขามักซื้อของราคาถูกเข้าว่า แทนที่จะซื้อของเพราะคุณภาพ”

“แต่ทว่าแว่นตากันแดดที่ดีในที่นี้ ก็ไม่ได้หมายถึงแว่นตาราคาแพงอย่างที่ใครหลายคนคิดนะ แว่นตากันแดดไม่จำเป็นต้องซื้ออย่างราคาแพงเสมอไป แต่สิ่งสำคัญเวลาจะซื้อ พ่อแม่ทุกคนควรดูว่า แว่นตาอันนั้นมีตรา ‘CE’ หรือไม่”

ทั้งนี้ดร.ซูซานเผยต่อว่า สำหรับเด็กกับการใส่แว่นตากันแดดนั้น พวกเขาจะชอบมากถ้าได้ใส่ออกไปข้างนอกพร้อมกับหมวกใบเก๋กันแดด ซึ่งหมวกกันแดดนี้จะยิ่งมีประโยชน์มากสำหรับเด็กเล็กบางคนที่อาจจะรำคาญแว่น ตา เพราะหมวกใบนั้นจะเป็นที่บังแดดและกันแสงแดดให้พวกเขาได้อีกวิธีหนึ่งด้วย

ส่วนทางด้านเอเดรียน โนเวลส์ จากสถาบัน อาย แคร์ ทรัสท์ (Eye Care Trust) กล่าวเสริมว่า เด็กๆจะได้รับแสงยูวีและไวต่อแสงแดดในช่วงที่ครอบครัวพาไปเที่ยวทะเล และเล่นที่ชายหาดมากที่สุด เพราะทิศทางของแสงในบริเวณนั้นมันส่งผลกระทบโดยตรงเนื่องจากเป็นที่โล่งแจ้ง

“มันจะดีมาก หากพ่อแม่ทุกคนฝึกให้ลูกใส่แว่นตากันแดดตั้งแต่ 2-3 ขวบ เพราะสายตาของเด็กวัยนี้ค่อนข้างไวต่อการกระตุ้นและพวกเขาเองก็เริ่มใสแว่น ตาได้แล้ว และถ้าฝึกเขา เขาก็จะเคยชินและใส่เป็นประจำทุกครั้งที่เจอแดด”

แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านต่างมีความเห็นตรงกันว่า นอกจากแดดยามเช้าแล้ว เด็กเล็กควรหลีกเลี่ยงแสงแดดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆก็ตาม

เรียบเรียงจาก บีบีซี นิวส์และเดอะซัน

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)