Tag Archives for สุขภาพ

เตือนนอนวันละมากกว่า8ชั่วโมง เสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์เพิ่มเป็นเท่าตัว

เดลิเมล์ – อันตราย! ผลวิจัยระบุคนที่นอนเกินวันละ 8 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นพวกนอนจนตะวันสายโด่ง หรือพวกที่แอบหลับตอนบ่าย มีแนวโน้มเพิ่มเท่าตัวที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์

แม้เหตุผลในเรื่องนี้ยังไร้ซึ่งความชัดเจน แต่อาจเป็นไปได้ว่าการนอนมากเกินไปเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคสมองเสื่อมแบบอื่นๆ นอกจากนั้น ยังเป็นสัญญาณของอาการซึมเศร้า ซึ่งรู้กันว่าเพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมในผู้สูงวัย

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงเรียกร้องให้แพทย์ค้นหาพฤติกรรมการนอนนานผิดปกติ เพื่อเตือนถึงความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์

งานวิจัยล่าสุดนี้จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมาดริด สเปน โดยการศึกษาชาย-หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 3,286 คน

กลุ่มตัวอย่างแต่ละคนจะถูกสอบถามประวัติสุขภาพและรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น นอนเฉลี่ยวันละกี่ชั่วโมง โดยครอบคลุมการงีบหลับตอนกลางวันด้วย

จากนั้น นักวิจัยจะติดตามผลกลุ่มตัวอย่างนานกว่าสามปี ซึ่งปรากฏว่าในระหว่างนั้นมี 140 คนที่มีอาการอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อมรูปแบบอื่นๆ

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่นอนวันละเกิน 8-9 ชั่วโมง มีแนวโน้มเป็นโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นเท่าตัว

ในรายงานที่อยู่ในวารสารยูโรเปียน เจอร์นัล ออฟ นิวโรโลจี้ นักวิจัยระบุว่าได้ค้นพบความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างการนอนนานๆ กับโรคสมองเสื่อม

“การนอนนานๆ อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคนี้ หรืออาจทำให้ความเสี่ยงโรคนี้เพิ่มขึ้น แต่กลไกของความเชื่อมโยงนี้ยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้”

ดร.ซูซานน์ ซอเรนเซน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของอัลไซเมอร์ โซไซตี้ แสดงความเห็นว่า รายงานฉบับนี้สะท้อนว่าการนอนนานกว่าปกติและความรู้สึกง่วงเหงาซึมเซา ระหว่างวัน อาจเชื่อมโยงกับการเป็นโรคสมองเสื่อมภายในสามปี

“ไม่มีความเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมที่บ่งชี้ว่าการนอนนานกว่าปกติเป็น ปัจจัยเสี่ยงโดยตรงของโรคสมองเสื่อม แต่อาจเป็นเพียงสัญญาณเบื้องต้นของอาการที่ยังตรวจไม่พบเท่านั้น เนื่องจากขณะนี้มีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างเป็นทางการ ดังนั้น จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันงานศึกษา
ล่าสุดนี้”

อัลไซเมอร์นั้นเป็นตัวทำลายสารสื่อสารในสมอง โดยเริ่มต้นจากการที่ตะกอนพิษสะสมในสมอง และขัดขวางระบบการสื่อสารปกติโดยทำให้เกิดการอักเสบ

แม้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่นักวิจัยแนะนำให้ลับสมองเป็นประจำ เช่น โดยการเล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ เล่นไพ่ อ่าน-เขียนหนังสือ นอกจากนั้น ผลวิจัยที่เปิดเผยออกมาเมื่อต้นสัปดาห์ยังพบว่า การออกกำลังกายเป็นประจำและกินอาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ น้ำมันปลา และถั่ว ช่วยลด
ความเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้ถึง 80%

ขณะเดียวกัน การศึกษาที่ออกมาเมื่อต้นปี พบว่าการนอนมากเกินไปมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคเบาหวานประเภทสอง โดยการนอนหลับหลังอาหารกลางวันเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยง 26% ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวไปขัดขวางการรักษาสมดุลฮอร์โมนในร่าง กาย

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 1.0/5 (1 vote cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)

เมื่อลูกเป็น ‘เด็กเลี้ยงแกะ’ รับมืออย่างไรให้ได้ผล

คงเป็นเรื่อง หนักใจไม่น้อย เมื่อครูที่โรงเรียนบอกว่า ลูกมีพฤติกรรมชอบพูดโกหก ไม่ชอบพูดความจริง หรือไปที่ไหนใครๆ ก็หาว่าลูกเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ปัญหานี้ถ้ามองให้เป็นเรื่องเล็กก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าพฤติกรรมชอบโกหกสะท้อนถึงอาการป่วยทางจิตของลูก คงต้องรีบเยียวยา เพราะถ้าหากโตเป็นผู้ใหญ่ จนมีหน้าที่การงานที่ดี หรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ยังไม่ทิ้งลายชอบเลี้ยงแกะ อาจส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก สังคม และประเทศชาติได้

ในประเด็นการพูดโกหกของเด็กนั้น “นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล” จิตแพทย์ ทั่วไปโรงพยาบาลมนารมย์ ให้ข้อมูลว่า ถ้าหากมองในแง่ดี การโกหกเป็นธรรมชาติของเด็ก เพราะโดยพื้นฐานทางจิตใจของเด็กนั้น จะไม่โหดร้ายเหมือนกับผู้ใหญ่ และการโกหกส่วนใหญ่อาจจะมีเหตุผลบางประการ เช่น เกรงว่าจะถูกทำโทษเมื่อทำผิด กลัวพ่อแม่จับได้จึงจำเป็นต้องโกหก

“ต้อง พิจารณาถึงสาเหตุด้วยว่า เพราะอะไรเด็กถึงไม่ไว้ใจพ่อแม่ เวลาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมลงไป ซึ่งพ่อแม่เองก็ไม่ควรมานั่งจับผิด หรือมีทัศนคติที่ไม่ดีใส่เด็ก ซึ่งการสร้างมาตรการลงโทษแบบแก้ไขที่ปลายเหตุ มักใช้ไม่ได้ผล เพราะเด็กจะถูกมองเป็นเด็กไม่ดี และมองตัวเองด้อยคุณค่าลงไปได้ และเมื่อโตขึ้น เด็กจะมีพฤติกรรมร่วมกับการโกหกอีกหลายอย่าง จนกลายเป็นเด็กมีปัญหาในที่สุด” จิตแพทย์กล่าว

ขณะที่ลูกวัยรุ่นเอง จิตแพทย์บอกว่า ปัญหาการโกหกส่วนใหญ่ มาจากการคบเพื่อน การมีกลุ่มเพื่อนที่อาจจะชักจูงไปทำกิจกรรมที่ไม่ค่อยถูกต้อง จึงพยายามหาวิธีการหลบหลีกด้วยการโกหก ซึ่งอาจจะจับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาก็คือ อาจจะถูกตำหนิดุด่า จนในที่สุดพฤติกรรมเหล่านั้น แทนที่จะหายไป แต่กลับจะยิ่งถูกส่งเสริมให้รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการถูกตำหนิ จะทำให้สถานการณ์ของปัญหาการโกหกแย่ลง ลูกวัยรุ่นจะยิ่งหายจากครอบครัวมากขึ้น

นอก จากนี้เด็กที่มีความเจ็บป่วยทางด้านจิตเวช เช่น เด็กที่มีปัญหาเรื่องสติปัญญาบกพร่อง มีปัญหาเรื่องภาษา เด็กที่ป่วยเป็นโรคจิต ซึ่งบางครั้งดูเหมือนพูดเรื่องที่ไม่จริง ตามความคิดที่เกิดขึ้นในโลกส่วนตัวจากการที่มีสติปัญญาบกพร่องอยู่แล้ว หรือเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า อาจจะไม่ได้แสดงออกทางอารมณ์ แต่จะมาแสดงออกทางพฤติกรรม เช่น พูดโกหก หนีเรียน ลักขโมย เป็นต้น

อย่างไรก็ดี “นพ.กัมปนาท” ได้ให้ข้อแนะนำกับพ่อแม่ผู้ปกครองถึงการช่วยลูกไม่ให้เป็นเด็กเลี้ยงแกะ ไว้ดังนี้

1. พ่อแม่ควรสร้างความไว้วางใจกับลูก เพื่อเวลาที่ลูกทำผิด หรือ ทำสิ่งไม่ดีลงไป ลูกจะได้ปรึกษา แทนที่ลูกจะกลัวความผิด และใช้วิธีการโกหก

2. ไม่ควรตำหนิ หรือ ดุด่าลูกเมื่อลูกทำความผิด แต่ควรใช้เหตุผลพูดคุยกัน เพราะบางทีการที่เด็กถูกตำหนิ อาจจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมชอบโกหก และบางครั้งพฤติกรรมเหล่านั้นก็อาจจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น

3. ไม่ควรจับผิดลูกมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกเหมือนเป็นนักโทษ เช่น บางครั้ง ลูกกลับบ้านดึก แม่ก็จะคอยซักถาม จับผิดว่า “ลูกไปไหนมา ไปทำอะไร” ซึ่งบางทีลูกอาจจะแค่ไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน แต่การที่พ่อแม่ซักถามเหมือนไม่ไว้ใจลูก และไต่สวนเหมือนเป็นผู้กระทำความผิด เด็กอาจจะใช้วิธีการโกหก เพื่อให้พ่อแม่หยุดซักถาม เพื่อหลบหลีกสถานการณ์ต่างๆ

4. หลีกเลี่ยงการลงโทษเมื่อลูกทำผิดหรือจับโกหกได้ เพราะ ยังมีทางออกที่ดีกว่าวิธีการลงโทษ เช่น พูดจาเพื่อทำความเข้าใจ เพราะการลงโทษ เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ส่วนสาเหตุที่แท้จริงอาจเกิดจากเหตุผลบางประการของลูกซึ่งจะต้องทำการพูดคุย กัน ซึ่งถ้าหากเด็กทำผิดแล้ว กลัวการถูกทำโทษ เด็กอาจใช้วิธีการโกหกเพื่อให้พ้นความผิดก็ได้ หากปล่อยไว้นานๆ ก็จะเริ่มติดเป็นนิสัยไปจนโต

5. พยายามสังเกตว่าลูกมีอาการป่วยทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า บกพร่องทางสติปัญญา หรือมีปัญหาเรื่องภาษาหรือไม่ และควรทำความเข้าใจกับเด็กเหล่านี้ ซึ่งบางที่การที่เด็กโกหกอาจไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพียงเพราอาการป่วย ทางที่ดีควรรีบพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษาอาการทางจิตเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลเสียต่อเด็ก เช่น คิดฆ่าตัวตาย เป็นต้น

ก่อน ที่ลูกจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ จนได้รับผลกระทบจากการโกหก พ่อแม่ควรจะเริ่มให้ความสนใจ และสร้างเกราะป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ลูกจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะมืออาชีพ

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: +1 (from 1 vote)

ระวังมะเร็ง หากส่ง”แฮม”เข้าปากลูกบ่อยเกินไป

ขอบคุณภาพประกอบจาก insidesocal.com

ไม่เฉพาะแฮม หรือไส้กรอกรมควัน แต่รวมถึงเนื้อสัตว์แปรรูปทุกชนิดที่กำลังทำให้หลายหน่วยงานเกิดความหวั่น วิตกว่า หากให้รับประทานตั้งแต่เด็กจนติดเป็นนิสัย จะทำให้เด็กคนนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคมะเร็งลำไส้เมื่อเป็นผู้ใหญ่

กองทุนวิจัยมะเร็งโลก (The World Cancer Research Fund) เปิดเผยว่า พ่อแม่ผู้ปกครองควรระมัดระวังไม่ให้ลูกได้ลิ้มรสผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เหล่านี้มากเกินไป เนื่องจาก ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ทางทีมนักวิจัยพบความเกี่ยวโยงกับการเกิดมะเร็งลำไส้ที่มากขึ้นผิดปกติ ซึ่งแม้จะเป็นการเกิดมะเร็งในผู้ใหญ่เป็นหลัก แต่ทีมนักวิจัยก็เชื่อว่า มันเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ยังเล็ก และมาส่งผลตอนโตมากกว่า

ขณะ ที่หน่วยงานด้านมาตรฐานอาหารของสหราชอาณาจักรเองนั้นก็ได้มีการเตือนเช่นกัน ว่า เด็ก ๆ ไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้ “บ่อยเกินไป” โดยควรจำกัดปริมาณไม่เกิน 70 กรัมต่อสัปดาห์ หรืออาจเปรียบเทียบได้กับเบคอน 3 ชิ้นบาง ๆ เท่านั้น

ทั้งนี้ ทาง World Cancer Research Fund เล็งเห็นว่า กระบวนการผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้มีการใช้เกลือ วัตถุกันเสีย ฯลฯ เพื่อถนอมเนื้อสัตว์ให้สามารถเก็บไว้ได้นาน ๆ และนั่นเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ในที่สุด

อย่างไรก็ดี การกระตุ้นให้ผู้บริโภคทั้งเด็กและผู้ใหญ่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทาน เนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้ ยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในประเทศตะวันตก ซึ่งมีอาหารการกินให้เลือกรับประทานได้ไม่หลากหลายมากนัก โรงอาหารในโรงเรียน หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยก็ยังเต็มไปด้วยแฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า หรือแม้จะมีอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น สลัด ก็ยังมีการใส่แฮม ไส้กรอก หรือผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปชนิดอื่น ๆ ลงไปมากมาย

นอกจากนั้น อาหารว่างที่วางจำหน่าย ณ ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติตามจุดต่าง ๆ ของโรงเรียนก็ยังคงมีแต่น้ำอัดลม มันฝรั่งทอด ถั่วทอดเคลือบน้ำตาล หรือเกลือ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายทั้งสิ้น

หัน กลับมามองที่เมืองไทย อาจเป็นความ “โชคดี” ที่บ้านเราทางเลือกมากกว่า ทั้งผักผลไม้ตามฤดูกาลที่สามารถปลูกได้เอง หรืออาหารต่าง ๆ ที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในแต่ละฤดู ที่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา

แต่ สำหรับครอบครัวที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้ซึ่งเริ่มมีมาก ขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะมาจากข้อดีที่เตรียมได้ง่าย หรือมีรสอร่อย ก็อาจต้องพึงระวัง และหลีกเลี่ยงการบริโภคไม่ให้มากเกินไป เพราะบางครั้งโรคร้ายก็อาจเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากครอบครัวค่ะ

เรียบเรียงข่าวจากบีบีซีนิวส์

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)

7 เทคนิค ‘ควร-ไม่ควร’ พิชิตใจ ‘ลูกกินยาก’

” กินเดี๋ยวนี้นะ ไม่กินแม่จะตี” “โอ๊ย ทำไมกินยากกินเย็นแบบนี้นะลูก ไม่เห็นเหมือนลูกข้างบ้านเลย เดี๋ยวแม่จะเอาไปให้บ้านอื่นเขาเลี้ยงแล้วนะ ถ้าหนูไม่ยอมกิน” หรือ “ได้โปรดกินข้าวนะลูก ถ้ากินหมดชาม แม่จะซื้อของเล่นให้”

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า แค่เรื่องกินข้าว ก็ทำให้แม่กับลูกเกิดเรื่องร้าวฉานต่อกันได้ โดยเฉพาะเด็กอายุ 2-6 ขวบที่อยู่ในวัยกำลังโต แต่คุณแม่บางคนไม่เข้าใจพัฒนาการของลูก ที่อาจจะกินได้น้อยลง

ส่งผลให้เวลาทานข้าว หรือป้อนข้าวลูกกลายเป็นมื้อที่น่าเบื่อ อารมณ์เสีย และหงุดหงิดขึ้นมาได้ นอกจากนี้ยังส่งผลเสียต่อทัศนคติการกินของลูกและกระทบกับความสัมพันธ์ ระหว่างคุณแม่กับคุณลูกให้เกิดการผิดใจ น้อยใจ และห่างเหินกันได้อีกด้วย

วันนี้ทีมงาน Life and Family จึงขอนำเสนอ 7 เทคนิค ควร-ไม่ควร พิชิตลูกกินยาก มาฝากทุกครอบครัวกัน จะได้ผลมากหรือน้อย ต้องลองปฏิบัติกันดูครับ

* ‘ควร’ 7 ข้อ ลองทำดู แล้วจะดี *

1. ตรวจร่างกาย ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง

คุณแม่ต้องมีความมุ่งมั่นในเรื่องสุขภาพของลูก ซึ่งควรพบแพทย์ เพื่อประเมินภาวะโภชนาการของเด็ก ให้เกิดความมั่นใจว่าลูก “ปกติ” ดี เพราะบางครั้งอาจมีโรคใดๆ แฝง ทำให้ลูกไม่กินอาหารก็เป็นได้

นอกจากนี้ควรสังเกตกราฟการเจริญเติบโต ด้วยการชั่งน้ำหนัก และวัดส่วนสูงเทียบกับเกณฑ์ปกติตามวัยของลูก และบันทึกชนิด ปริมาณของอาการที่ลูกกินเข้าไป รวมทั้งขนม และนมในแต่ละมื้อ และแต่ละวันด้วย

หมายเหตุ

สูตรการคำนวณน้ำหนักตามอายุ (ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 1-10 ขวบ)
น้ำหนักเฉลี่ย = 8 + (2 x อายุเป็นปี)

อย่างไรก็ดี ช่วงน้ำหนักปกติ จะมากหรือน้อยกว่าน้ำหนักเฉลี่ยที่คำนวณได้ตามสูตรประมาณ 2 กิโลกรัม

2. ต้องแน่ใจว่าลูกจะหิวเมื่อถึงเวลากิน

คุณพ่อ หรือคุณแม่ต้องให้ลูกกินเป็นเวลา โดยกำหนดเวลารับประทานอาหารแต่ละมื้อให้ชัดเจน ถ้าลูกเกเรไม่ยอมกินภายใน 30 นาที – 1 ชั่วโมง ให้เก็บรอในอีกมื้อถัดไป พอลูกหิวก็จะกินเอง โดยไม่ต้องให้เคี่ยวเข็ญ แต่คุณแม่ต้องแข็งใจให้มากหน่อยนะครับ

อย่างไรก็ดี ไม่ควรให้ลูกกินขนม หรือของว่างต่างๆ ระหว่างมื้อ หากลูกอยากกินก็อนุญาตให้กินได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องรอหลังจากกินอาหารมื้อหลักให้หมดก่อน ที่สำคัญ ควรให้ลูกออกกำลังกายอย่างพอเพียง หรือถ้าในเด็กที่มีอาการขาดอาหาร หรือวิตามิน อาจให้วิตามินรวมสูตรสำหรับเด็กเบื่ออาหาร เพื่อกระตุ้นความอยากอาหารได้

3. อาหารต้องน่ากิน

คุณแม่จำนวนมากมักตอบไม่ได้ว่า ลูกชอบกินอาหารลักษณะไหน จริงอยู่ว่า คุณแม่อาจรู้ว่าลูกชอบกินอะไร แต่ไม่รู้ว่าชอบรสชาติแบบไหน ชอบแบบแข็งหรือแบบน้ำ หรือหน้าตาแบบไหน แล้วจะให้ลูกกินง่ายได้อย่างไร ถ้ายังไม่รู้ว่าลูกชอบหรือไม่ชอบอะไร

อย่างไรก็ดี การฝึกการกินของลูก ช่วงแรกเริ่มควรเตรียมแต่อาหารที่ลูกชอบ กินง่าย ตกแต่งให้น่ากิน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อยากกินเอง เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างวินัยในการกิน จนลูกปฏิบัติได้สม่ำเสมอ แล้วจึงค่อยเพิ่มอาหารชนิดอื่นๆ และที่สำคัญควรปรับเปลี่ยนรูปแบบ และเมนูอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้เด็กเกิดความอยากอาหารมากขึ้น

4. บรรยากาศดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

คุณแม่ควรจัดที่นั่งรับประทานอาหารให้เหมาะสม ไม่มีสิ่งของอื่นใดมาเบี่ยงเบนความสนใจของลูก เช่น ทีวี หรือของเล่น นอกจากนี้ควรร่วมวงพร้อมหน้า สนทนาแต่เรื่องดีๆ และจัดบรรยากาศขณะกินให้ลูกสนุก จนเกิดความสบายใจ นั่นจะทำให้ลูกสนใจ และอยากกินอาหารขึ้นมาได้

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

5. ส่งเสริมลูกกินด้วยตัวเอง

คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกกินอาหารด้วยตนเอง ด้วยการจัดเก้าอี้ จาน ช้อน ส้อม ไว้เฉพาะสำหรับลูก เพื่อให้สนุกกับการช่วยเหลือตัวเอง แต่ทั้งนี้ต้องมีผู้ใหญ่ค่อยช่วยด้วย อะไรที่ลูกทำได้แล้ว ให้ลด และเลี่ยงการทำให้ลูกอีก แต่ขอให้ชมเชยความสามารถที่เพิ่มขึ้นของลูก เพื่อให้เกิดกำลังใจในการทำด้วยตัวเองต่อไป

ที่สำคัญเด็กในวัยนี้ ไม่ควรเอาระเบียบเอาเป็นเงื่อนไขมากจนเกินไป และไม่ควรเน้นเรื่องความสะอาด และความเรียบร้อย เพราะจะทำให้เด็กเบื่อ และเซ็งได้ อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเริ่มต้นการช่วยเหลือตัวเองของลูก ควรให้ลูกมีส่วนร่วมในการจัดโต๊ะอาหารตั้งแต่อายุ 4 ปีขึ้นไป

6. ตักอาหารทีละน้อยๆ

คุณพ่อคุณแม่ควรตักอาหารครั้งละน้อยๆ ให้ลูกมีกำลังใจว่ากินได้หมด รวมทั้งควรให้ลูกตักด้วยตัวเอง ถ้าหมดแล้วจึงค่อยเติม เพื่อที่ลูกจะได้ไม่เคยชินกับการกินเหลือ หรือต้องถูกบังคับให้กินจนหมดจาน

7. อดทน จริงจัง สม่ำเสมอ และสงบ

การจะปรับให้ลูกกินง่ายขึ้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีการฝึกวินัยการกินตั้งแต่เริ่มแรก และปฏิบัติตามนั้นอย่างสม่ำเสมอด้วยใจเป็นกลาง (Neutral Attitude) รวมถึงฝึกวินัยเชิงบวก และส่งเสริมการช่วยเหลือตนเองให้ลูกอย่างจริงจัง ไม่ใจอ่อน หรืออ่อนใจเพราะสงสารลูก ที่สำคัญ ไม่ควรแสดงให้ลูกรู้ว่า คุณพ่อคุณแม่กังวล หรือหงุดหงิดเรื่องการกินของเขาดังนั้นเพื่อป้องกันการใช้การไม่กินมาต่อรอง จนกลายเป็นพฤติกรรมทางด้านอารมณ์เรื้อรังต่อไป

* ไม่ควร 7 อย่าง เลี่ยงได้ก็ดี ลูกน้อยมีสุข *

1. อย่าพูดคำว่า “อย่า หยุด ห้าม ไม่เอา ไม่ได้นะ หรือต้องทำ” เพราะเด็กจะยิ่งต่อต้าน เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการกิน คิดว่าเวลาอาหารเป็นเวลาแห่งความทุกข์ ไม่กดดัน มิเช่นนั้น ลูกอาจพาลต่อต้าน หรือเกลียดคุณแม่ไปเลยก็ได้

2. อย่าต่อรอง อ้อนวอน ติดสินบน เพราะจะทำให้เด็กเคยตัว และใช้การไม่กินอย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับพ่อแม่

3. ไม่หากิจกรรมมาให้ลูกทำขณะกินอาหาร เช่น ดูทีวี เล่นของเล่น คุณแม่บางคนอาจจะคิดว่าลูกเพลิดเพลินแล้วจะกินข้าวได้ แต่หารู้ไม่ว่า จะยิ่งทำให้วอกแวก และไม่อยากกินข้าวในที่สุด

4. อย่าบังคับถ้าลูกไม่หิว เวลาเราไม่หิว เราก็ยังไม่อยากกิน เด็กก็ไม่ต่างกัน ที่มีความอยากอาหารในแต่ละวัน แต่ละมื้อไม่เท่ากัน การที่คุณแม่คาดหวังให้ลูกกินได้มากเท่าๆ กันทุกมื้อจึงเป็นไปไม่ได้

5. ไม่ควรให้เด็กกินขนมระหว่างมื้อ ให้รอจนกว่าจะถึงมื้อต่อไป เด็กที่รู้จักความหิว จะกินเองได้ดีกว่าเด็กที่ไม่เคยหิว และคุณแม่ต้องไม่ใจอ่อน เห็นว่าลูกไม่กินข้าว กลัวว่าจะขาดสารอาหาร จึงให้กินขนมอื่นๆ แทน นั่นจะทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมจดจำได้ว่า ถ้าไม่กินข้าว จะได้กินขนมแทน เป็นต้น

6. อย่าพยายามเกินจำเป็น ทุกอย่างต้องใช้เวลา ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ดังนั้นอย่ากดดันตัวเอง และลูกเกินจนเกินไป

7. ถ้าคุณแม่หงุดหงิดระหว่างการฝึกวินัยลูก ต้องสงบสติอารมณ์ และคิดเสียว่าเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้อย่าลงที่เด็ก ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม

ดัง นั้น จะเห็นได้ว่า การทำให้ลูกกินได้ ง่ายนิดเดียว เพียงใช้หลัก ควร-ไม่ควร 7 อย่าง คุณแม่หรือคุณพ่อก็จะอารมณ์ดี และไม่หงุดหงิดขณะเวลากินอาหารของลูกแล้ว ทีมงานขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวนะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก “คู่มือคุณแม่-ลูกกินแน่ แค่แม่รู้ใจ” จาก Seven Seas

VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.3_1094]
Rating: 0 (from 0 votes)